AUAP (Association of Universities of Asia Pacific)

ผมเองเพิ่งทราบว่ามีการรวมตัวของกลุ่มมหาวิทยาลัยในแถบแปซิฟิกจากหลากหลายมหาวิทยาลัยทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา สำหรับประเทศไทยมีม.เทคโนโลยีสุนารี และม.สงขลานครินทร์ ม.รังสิต สถาบันปัญญาวิวัฒน์ มีอีกหลายมหาวิทยาลัยในไทยเป็นสมาชิก แต่ไม่ได้ส่งตัวแทนมาประชุมครั้งนี้
ช่วงพิธีเปิดมีการกล่าวถึงผู้ก่อตั้ง AUAP ซึ่งมาจากประเทศไทย ท่านศ.ดร.วิจิตร ศรีสะอ้าน นักปฏิรูปอุดมศึกษาไทย สำนักงานเลขานุการที่มทส.ด้วย 

ณ สนามบินบูคาเรส โรมาเนีย

การเดินทางครั้งนี้มาร่วมประชุม the 15th AUAP Learning and Sharing Gorum on Anhancing an Effective Student Mobolity Program for Asia-Pacific and European Universities ระหว่างวันที่ 19-21 จัดโดย Danubius University มาครั้งนี้มีผู้บริหารม.อ.อีก 3 ท่าน ประกอบด้วยรองอธิการบดีฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ (ผศ.ดร.ภัทร) รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา (รศ.ดร.จุฑามาศ) และผช.ฝ่ายการเรียนการสอน (ผศ.เถกิง) ผมมาในนามรองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและศิษย์สัมพันธ์ (ผศ.สุพจน์) 

กำหนดการเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ไปยังเมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี ด้วยสายการบินไทย แล้วต่อมายังเมืองบูคาเรส โรมาเนีย (บางทีผมสับสนกับเมืองบูดาเปส ประเทศฮังการี) 

จากกรุงเทพฯมามิวนิคใช้เวลาบิน 10.45 ชั่วโมง ก็ถือว่านานพอสมควร หลับได้หลายตื่น โชคดีที่ผมเป็นหลับง่าย เครื่องบินออกจากกรุงเทพฯเกือบตีหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลาหลับพอดีเลย พนักงานบนเครื่องปลุกเพื่อเสริฟอาหารบอกว่าไม่รับเพราะอยากนอน ดีได้ที่นั่งริมทางเดิน ทำให้สะดวกเวลาจะออกไปห้องน้ำ ทั้งนี้อยู่ที่การจองตั๋วเราสามารถเลือกที่นั่งได้ตามความสะดวก ถ้านั่งตรงกลางขนาบข้างด้วยฝรั่งตัวใหญ่ ๆ นึกภาพไม่ออกเลยว่าจะออกไปห้องน้ำอย่างไร 

ตลอดเส้นทางบินข้าพเจ้าหลับไม่รู้เรื่องเลย มารู้สึกตัวอีกทีหนึ่งเมื่อใกล้ถึงมิวนิค พนักงานบนเครื่องปลุกทานข้าวเช้า เป็นอาหารฮาลาลด้วย เพราะผมแจ้งความจำนงก่อนช่วงที่ซื้อตั๋ว แต่พนักงานบนเครื่องการบินไทยสายระหว่างประเทศมีอายุค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับ Thai Smile ซึ่งเป็นสายการบินลูกของการบินไทย

ถึงมิวนิคเวลา 8.00 น เช้าเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับเวลา 13.00 น. ที่เมืองไทย เมื่อถึงสนามบินมิวนิค รองฯจุฑามาศ กับผศ.เถกิงชวนเข้าห้องรับรองพิเศษของสายการบิน Lufhansa ซึ่งเป็นสมาชิก Star Alliance เหมือนกับการบินไทย มีอาหารรับรองอร่อย ๆ จริง ๆ แล้วที่กรุงเทพฯก็เหมือนกัน ต้องขอขอบคุณอาจารย์ทั้งสองท่านมาก เพราะลำพังผมคนเดียวไม่มีสิทธิ์เข้ารับบริการได้ เพราะไม่ได้เป็นสมาชิกบัตรทองของการบินไทย ในห้องรับรองมีไวไฟ ก็คงไม่ต้องอธิบายว่าทำอะไรบ้าง นอกจากเช็คเฟส ไลน์แล้วโทรกลับหาภรรยาสุดที่รักด้วย คุยตั้งนานอยู่

เมื่อได้เวลา 8.50 ได้เวลาขึ้นเครื่องต่อไปยังบูคาเรสด้วยสายการบิน Lufhansa ของเยอรมนี เป็นเครื่องบินลำเล็กใช้เวลาบินประมาณ 1.45 นาที ซึ่งตามแผนที่แล้วผมว่าเราบินผ่านประเทศออสเตรีย ฮังการี เป็นประเทศที่อยากไปเหมือนกัน แต่ยังไม่มีโอกาส โดยเฉพาะออสเตรียเป็นเมืองที่น่าไปมาก ๆ เลย

บินมาถึงบูคาเรสแล้วผ่านระบบตรวจคนเข้าเมืองเดินออกมาพบเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยมาต้อนรับ แต่ไม่สามารถสื่อสารกันรู้เรื่องเพราะเขาพูดภาษาอังกฤษได้เลย ทำงัยดีหล่ะคราวนี้ ก็ใช้ภาษาใบ้หล่ะสิ พอรู้เรื่องบ้าง เมื่อดูรอบ ๆ สนามบินแล้วผมว่าเมืองนี้เป็นเมืองเล็ก ๆ เห็นร่องรอยหรือกลิ่นไอของวัฒนธรรมคอมมิวนิสต์ โรมาเนียถูกปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์มาหลายปี โดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงหลังสงครามเย็น
ป.ล.ภาพนี้ถ่ายจากสนามบินบูคาเรสระหว่างที่รอรับกระเป๋า

นักท่องเที่ยวจีน

ห่างหายจากการเขียนบล๊อคเป็นปี วันนี้เกิดอารมณ์อยากเขียนขึ้นมา เนื่องจากกำลังรอขึ้นเครื่องบินไปบูคาเรส

 ประเทศโรมาเนีย 

ประเด็นก็มีอยู่ว่าระหว่างนั่งเครื่องบินจากหาดใหญ่ไปกรุงเทพฯ มีผู้โดยสารซึ่งเข้าใจว่าเป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนประมาณ 30-40 คน ซึ่งนั่งใกล้กัน ช่วงท้ายของเครื่องรวมถึงผมด้วย ทีแรกไม่ได้รู้สึกอะไรมาก เพราะเข้ามานั่งคนแรก ๆ พอสักพักเริ่มได้ยินเสียงดังมาไกล ๆ จากส่วนหน้าของเครื่อง คิดว่าคงเป็นเรื่องปกติมั่งของการโหลดผู้โดยสารขึ้นเครื่อง สักพักเมื่อเห็นแต่ละคนมานั่งใกล้เราทีละคนสองคน และที่สำคัญเสียงของการพูดคุยของนักท่องเที่ยวเหล่านั้นไม่ลดลงเลย แถมดังกว่าเดิมด้วยซ้ำ คุยข้ามหัวเราไปมา โดยไม่สนใจเลยว่ามีเรานั่งอยู่ จนเครื่องใกล้ take off แล้ว มีบางคนคุยดังยังไม่พอ มีการยืนคุยลั่นเครื่อง สุดท้ายมีเสียงประกาศจาก flight attendance เป็นภาษาจีน ซึ่งผมเข้าใจว่าบอกให้นั่งลง คาดเข็มขัดด้วยมั่ง เพราะหลังจากเสียงประกาศหยุดลงทุกคนนั่งลง แต่ยังคุยกันอีก ผมเห็นผู้โดยสารไทยบางคนส่ายหน้า 

เมื่อเครื่อง take off สักพัก ปกติแล้วผู้โดยสารต้องนั่งลงห้ามลุกไปไหน แต่มีคนหนึ่งลุกขึ้นมา ซึ่งเข้าใจว่าจะเข้าห้องน้ำ จนต้องมีเสียงประกาศเป็นภาษาจีนอีกครั้ง เขาจึงกลับไปนั่ง

เครื่องบินจอดที่สนามบินสุวรรณาภูมิโดยเครื่องยังไม่ทันจอดสนิท มีบางคนก็ลุกขึ้นพร้อมกับเปิด compartment ที่วางกระเป๋า ผมได้ยินเสียงตะโกนของพนักงานจากข้างหลังเป็นภาษาจีนอีกครั้งหนึ่ง

ผู้โดยสารทุกคนต้องขึ้นรถบัสไปที่ terminal ระหว่างอยู่ในรถก็คุยกันดังมาก เหมื่อนว่าผมหลงไปอยู่ในหมู่คนจีน คุยข้ามไปข้ามมา เสียวหาวแต่ละครั้งดังมาก และหลายครั้งมาก ยืนอยู่ใกล้ตัวผมด้วย ไม่ปิดปากอะไรเลย เริ่มรู้สึกรำคาญละ

ที่เขียนมานี้ เพื่อต้องการสะท้อนภาพของวัฒนธรรมจีน ที่ส่วนใหญ่เป็น generations ยุคคอมมิวนิสต์ เขาถูกจำกัดสิทธิ์ต่าง ๆ และไม่ได้เรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมที่เป็น mainstream ว่าเป็นอย่างไร ก็ต้องเข้าใจกลุ่มเขาเหล่านั้น แต่คนจีนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาเท่าที่ผมสัมผัสไม่ได้เป็นแบบนี้นะ เพราะคนรุ่นใหม่เขาได้สัมผัสโลกกกว้างขึ้น เรียนรู้มารยาทสังคมมากขึ้น

ป.ล. ภาพข้างล่างนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เขียน เป็นภาพให้ห้องรับรองของสายการบินไทยก่อนขึ้นเครื่องไปมิวนิค และต่อไปบูคาเรส
17 พ.ค. 60

Our refugee system is failing. Here’s how we can fix it

Alexander Betts: Our refugee system is failing. Here’s how we can fix it #TED : http://on.ted.com/i1BlR

ข้อเสนอแนะสี่ข้อในการจัดการกับผู้อพยพที่ทะลักเข้ายุโรปในขณะนี้ เพราะเขาก็คือมนุษย์เหมือนเราๆ ความรู้สึกหนีร้อนมาพึ่งเย็น

What do you think when you look at me?

Dalia Mogahed: What do you think when you look at me? #TED : http://on.ted.com/j1Bii

ฟังหญิงผู้นี้พูดแล้ว เข้าใจความรู้สึกและอารมณ์ของชาวอเมริกันหลังเหตุการณ์ 9/11 อยากให้ฟังเธอคนนี้พูดมากเลย พูดได้ดีมากจริง ๆ

คำแนะนำสำหรับการพูดคุยกับคู่สนทนาให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

เป็นข้อแนะนำที่ดีมาก ซึ่งหลาย ๆ ครั้งเรามักละเลยเวลาคุยกับคนอื่น เราต้องทำอย่างไร จริง ๆ เรื่องเราใช้ทักษะการสนทนาทุกวัน แต่เราไม่ค่อยได้เรียนรู้กับมันสักเท่าไหร่ อยากให้ลองฟัง ผมฟังแล้วชอบมาก ๆ ครับ

Celeste Headlee: 10 ways to have a better conversation #TED : http://on.ted.com/e0yzK

The journey starts again

การเดินทางได้เริ่มต้นขึ้นใหม่ รอบนี้หลายวันหน่อย แถมยังต้องไปเผชิญอากาศหนาวแถวยุโรป ไปจนถึงกลุ่มประเทศสแดนดิเนเวีย

ออกเดินทางทั้งหมด 7 คนจากคณะมนุษย์ฯ หมดเลย นำเรื่องราวของภาคใต้ของไทย ทั้งการเรียนภาษาอังกฤษ สังคมวิทยา ประวัติศาสตร์ มลายูศึกษา ให้นักวิชาการแถวยุโรปร่วมรับฟัง สถานที่จีดการประชุมที่เมืองปราก Prague สาธารณรัฐเช็ค

image

image

เริ่มต้นจากหาดใหญ่กรุงกัวลาลัมเปอร์ด้วยแอร์เอเชียร์ จากนั้นนั่งเครื่องสายการบิน Turkish Airlines แวะอิสตันบูลไปลงที่ Frankfurt เยอรมนี ในวันรุ่งขึ้น

จากนั้นก็นั่งรถไปยัง Prague นอนบนรถไฟ ถึงอีกวันหนึ่ง

เสร็จการนำเสนองานแล้ว ไปต่อที่ Copenhegen ประเทศเด็นหมาก นั่งรถไฟไป Lund Sweden เป็นการลาพักส่วนตัว

ขากลับนั่งเครื่องจาก Copenhegen มา KL และกลับมาหาดใหญ่

รายละเอียดของการเดินทางจะนำ post เรื่อย ๆ

image

image

ความร่วมมือม.อ.ปัตตานีกับ UUM ด้านพัฒนานักศึกษา

ถือเป็นความโชคดีที่ม.อ.ปัตตานีตั้งอยู่ใกล้ชายแดนไทยมาเลเซีย ทำให้กิจกรรมด้านความร่วมมือกับมาเลเซียมีโอกาสเกิดขึ้นง่าย เพราะการเดินทางไปมาหาสู่ก็ไม่ไกล กรอบความคิดด้านศาสนา ภาษาและวัฒนธรรมอื่น ๆ ก็ไม่แตกต่างมากนัก

ผมเองก็จะพยายามเปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้แก่นักศึกษาม.อ.เราให้มากที่สุด โดยเฉพาะในส่วนที่รับผิดชอบด้านกิจกรรมนอกห้องเรียน สร้างทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิตด้านต่าง ๆ เพื่อพร้อมไปสู่การเข้าสู่ตลาดแรงงานในโลกอนาคตให้ได้ เพราะเป้าหมายที่สำคัญข้อหนึ่งของนักศึกษาที่เรียนในสถาบันอุดมศึกษานั่นก็คือ การมีงานทำ ม.อ.เองก็ถูกประเมินในเรื่องนี้เป็นประจำทุกปีด้วย ทีมกองกิจการศึกษาปัตตานีก็ได้ออกไปหาความร่วมมือกับ Universiti Utara Malaysia (UUM) ซึ่งจากการที่ไปเจรจาสามารถได้ข้อสรุปบางประการที่คาดว่าจะเกิดประโยชน์กับนักศึกษา ตามรายละเอียดที่ปรากฎในข่คาววิทยาเขตปัตตานีข้างล่างนี้

คลิกไปที่ลิงค์ข้างล่างนี้

PSU-UUM

 

กันเกราเกมส์ กีฬาเพื่อมวลนักศึกษาอุดมศึกษาไทย

จริง ๆ แล้วมหกรรมกีฬาของบรรดานักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยหรือกีฬามหาวิทยาลัยได้ผ่านพ้นมาหลายวันแล้ว แต่ผมยังไม่มีโอกาสที่จะเขียนบันทึกเหตุการณ์ในครั้งนี้ เพิ่งจะได้มีโอกาสวันนี้เอง ก่อนอื่นก็ขอแสดงความยินดีกับนักกีฬาจากรั้วสีบลูทุกคนที่ได้ทุ่มเทพละกำลังในการฝึกซ้อม และได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬากันเกราเกมส์ ซึ่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-18 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ทัพนักกีฬาม.อ.ไปเข้าร่วมกว่าสองร้อยกว่าชีวิตจากทั้งห้าวิทยาเขต

ในปีนี้ม.อ.เราได้มาทุกเหรียญ ทั้งทอง เงิน และทองแดง วิทยาเขตปัตตานีเราได้เงินและทองแดงจากกีฬาปันจะสีลัต และเรือพาย ผมก็ได้มีโอกาสไปเชียร์นักกีฬาถึงขอบสนามแม้ว่าไปช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม ได้เห็นถึงความตั้งใจและความพยายามของนักกีฬาม.อ.เรา

10345_10206592355622353_8270038199515730166_n1511064_1303583339667969_6496410932506143269_n10628181_10206592354022313_687121351251822874_n10650030_1303583403001296_2546274189561662424_n12439249_10206592353542301_6764559144515438116_n12469548_994933880574498_5806824502889420322_o12471684_994933883907831_7791900500870999722_o (1)12507475_10206592354742331_2050277500978530569_n12512540_10206592354982337_5564998944253476943_n12523922_10206592353742306_2447871354340395000_n12540554_10206592355382347_4343191271737037939_n12552639_1303583269667976_7206010750248132319_nusport59

กีฬา 9 ประสานประจำปีการศึกษา 2558

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 59 ได้รับเชิญจากสโมสรนักศึกษาคณะวิทยาการสื่อสาร ร่วมกับสโมสรคณะศิลปกรรมและคณะพยาบาลศาสตร์ ซึ่งรับเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬา 9 ประสานในปีนี้ เพื่อเป็นประธานในพิธีเปิด มีการเดินพาเหรดจากนอกมหาวิทยาลัยเข้ามายังสนามกีฬา ท่ามกลางอากาศร้อนระอุของวันอาทิตย์ ซึ่งตรงกับตลาดนัดรูสะมิแล และการสอบเข้าโรงเรียนสาธิตด้วย ทำให้การจราจรบริเวณหน้ามหาวิทยาลัย แม้กระทั่งในม.อ.เองก็เป็นอัมพาทเป็นช่วง ๆ เลยทีเดียว

 

ประเด็นที่ต้องการนำมาบันทึกในครั้งนี้ก็คือ ผมได้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ของน้อง ๆ นักศึกษาในการออกแบบขบวนพาเหรดได้อย่างสวยงาม และมีความหมายที่ดี ที่สามารถสื่อถึงอัตลักษณ์ของความโดดเด่นแต่ละคณะออกมากอย่างเด่นชัด ผมก็เลยเชื่อว่าผู้ใหญ่ควรจะเปิดพื้นที่ของการทำงาน พื้นที่ของการแสดงออกที่สร้างสรรค์ให้แก่นักศึกษา ขอชื่นชมเจ้าภาพที่จัดงานครั้งนี้ออกมาดีมากสำหรับขบวนพาเหรด

 

อย่างไรก็ตามการแข่งขันกีฬาครั้งนี้จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 31 มกราคม ถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 59 มีหลากหลายชนิดกีฬาด้วยกัน เป็นการเปิดพื้นที่ในการแสดงออกด้านกีฬา และการออกกำลังกายให้นักศึกษาแต่ละคณะในวิทยาเขตปัตตานี ซึ่งมีทั้งหมด 8 คณะ และ 1 บัณฑิตวิทยาลัย รวมเป็น 9 ก็เลยเป็นที่มาของคำว่า เก้าประสานเกมส์ อยากให้นักศึกษาได้หันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพให้มาก มาสร้างมิตรภาพที่ดี ๆ กับเพื่อนระหว่างคณะ ขณะเดียวกันเชื่อว่าเป็นการเฟ้นหาตัวนักกีฬาสำหรับการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาห้าวิทยาเขต ซึ่งในปีนี้วิทยาเขตปัตตานีได้รับเป็นเจ้าภาพ คาดว่าจะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคม 59 หลังเปิดเทอมหนึ่ง

 

ผมได้นำประมวลภาพสวย ๆ ในพิธีเปิดกีฬาเก้าประสานเกมส์ ซึ่งเป็นภาพถ่า่ยจากคุณเสาร์ หรือรัตนา ฮกคี เจ้าหน้าที่งานกิจกรรมนักศึกษา กองกิจฯ กรุณาถ่่ายภาพส่วย ๆ มาให้เราได้ชมกันนะครับ

 

วันครู 16 ม.ค. 59

คณะศึกษาศาสตร์จัดงานวันครูที่หอประชุมม.อ.วันที่ 15 ม.ค.59

image

image

นักศึกษาและนักเรียนถวายดอกไม้ให้แก่คณาจารย์บนเวที

image

image

ผช.หริรักษ์ แก้วกับทองไดรับการคัดเลือกเป็นอาจารย์ตัวอย่างระดับอุดมศึกษา

image

image

ตัวแทนนศ.มุสลิมกล่าวคำสดุดีตามหลักการอิสลามที่ให้ความสำคัญกับครู

image

มีนศ.ที่เราเป็นที่ปรึกษาได้รับรางวัลในงานนี้ด้วย ดีใจสุด ๆ
image
image

image

การสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลง

จากคลิปข้างต้นเราเห็นได้เลยว่าโลกของห้องเรียนเปลี่ยนไปจากเดิมเยอะมาก การใช้ทักษะด้านคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และการใช้เทคโนโลยีเป็นเรื่องสำคัญที่เราปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

การสื่อสารในโลกยุคใหม่ในฐานะผุ้บริหารต้องเรียนรู้ให้เท่าทันกับนักศึกษาใน Generation Y or Generation Z ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี อยู่กับมือถือ เชื่อมต่อกับอินเทร์เน็ต

การประชาสัมพันธ์องค์กรควรทำหน้าที่เพื่อองค์กร ไม่ใช่เพื่อเจ้านายหรือหัวหน้าที่สั่งให้ทำ แต่เท่าที่ดูการประชาสัมพันธ์ในมหาวิทยาลัยไทยส่วนใหญ่ทำเพื่อผู้บังคับบัญชามากกว่าเพื่อองค์กรอย่างแท้จริง (ดร.พีรยา หาญพงศ์พันธุ์ ม.กรุงเทพ)

การทำงานด้านประชาสัมพันธ์การสื่อสารต้องตั้งอยู่ฐานการคิดใหม่ ที่เราต้องทำให้เป็นระบบเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโลกอนาคต (creating a new future that never existed before, and based on continual learning and a new mindset take different actions step from what was done in the past)

 

เราจะสื่อสารอัตลักษณ์ของสถาบันออกมาให้ได้ ต้องย้ำอัตลักษณ์ของตนเองให้เจอ แล้วจะสื่อให้สังคมหรือคนภายในองค์กรรับทราบหรือซึมซับ กลับมาที่ประเด็นของม.อ. เมื่อเราพูดถึงม.อ. โดยเฉพาะอย่างยิ่งม.อ.ปัตตานีแล้ว เรานึกถึงอะไร เราหาตัวตนของเราเจอหรือเปล่า เป็นอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนกับสถาบันอื่น เป็นเรื่องที่สถาบันอื่นไม่มี เช่นเรานึกถึงภาษาอังกฤษเก่ง เราจะคิดถึง  ABAC เพราะเขาได้ทำเรื่องมานาน และสังคมก็สัมผัสได้ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ การจะเปลี่ยนแบบ disruptly  ต้องใช้ innovation ซึ่งจะมาพร้อม ๆ กับ how to พอมาถึงตรงนี้เราต้องมาคิดหา innovation กรณีศึกษาของมหาวิทยาลัยกรุงเทพที่ใช้เรียกมหาวิทยาลัยแห่งนี้ว่าเป็น creative university โดยใช้รูปเพชรมาสื่อเป็นแบรนด์องค์กร ผมก็กำลังคิดที่จะหาหลักคิดเรื่องการสร้างแบรนด์องค์กรของม.อ.ปัตตานีออกมาภายใต้ข้อความ PSU Pattani ซึ่งคงต้องช่วยกันคิด ช่วยกันระดมความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมของบุคลากรและนักศึกษา

Transformative Change: เริ่มจากผู้นำที่วิสัยทัศน์ ต้องทำงานที่เชื่อมโยงกับฝ่ายอื่นเช่นฝ่ายวิชาการ ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ ฝ่ายบริหาร หรือการทำงานที่ข้ามไซโล ทำงานแบบแนวระนาบมากขึ้น ต้องกล้าที่จะออกแบบ comfort zone ที่สำคัญต้องให้ความสนใจเรื่องรายบุคคลมากกว่าที่จะเป็นเรื่อง mass เพียงอย่างเดียว เพิ่มความกันเองมากขึ้น เข้าใจความเป็นตัวตนของแต่ละคนให้มากขึ้น Just do it. เป็นการเปลี่ยนแบบรวดเร็ว หน้ามือเป็นหน้ามือ นั่นคือ transformative change

 

เขาจะได้ในสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้

ในชีวิตคุณอะไรคือสิ่งที่คุณต้องการมากที่สุด

เราจะสามารถสร้างบัณฑิตให้เป็นเหมือน Unsung Hero ให้ได้ สังคมไทยต้องการมาก ไม่จำเป็นต้องหล่อ ต้องสวย แต่เป็นฮีโร่ด้วยความคุณงามความดี เราต้องเป็น Public Mind (Positive blic Mind, Participation Mind, P usful Mind, P unselfish Mind, P understanding Mind, Pu broad Mind, Pu be proactive Mind, Pub love Mind, Pub Intrend c Mind, Publicommunication Mind) ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมากที่เราจะทำอย่างไรให้นักศึกษาเป็นคนที่ public mind โดยผ่านกระบวนการของตัวย่อข้างต้น

We are change agents: เพราะเราคือผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้ได้ ต้องให้เกิดขึ้นกับองค์กรของเรา เปลี่ยนแปลงแบบมีวิสัยทัศน์หรือ visionary

การสื่อสารควรแบ่งกลุ่มของเป้าหมายให้ได้ก่อน ไม่ใช่คุยกับทุกฝ่ายใครก็ได้ กลุ่มแรกคือกลุ่มที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลง กลุ่มผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติการ และสุดท้ายกลุ่มที่สงสัยหรือไม่แน่ใจกับการเปลี่ยนแปลง และสื่อที่ใช้ต้องให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่ม เช่นกลุ่มผู้บริหารต้องเราตัวเลขที่ชัดเจน สรุปสำหรับผู้บริหาร แต่ถ้าเป็นระดับปฏิบัติการคงใช้ตัวเลขไม่ได้เลย บอกไปเลยว่าจะให้เขาทำอะไร

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมเองต้องมาใช้และพยายามคิดแนวทางที่จะนำเรื่องราวที่ผมคิดว่าผมจะนำการเปลี่ยนแปลงไปสู่ภาคปฏิบัติให้ได้ ดูเหมือนเป็นขั้นตอนสำหรับการนำแนวคิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่การสื่อสารกับกลุ่มต่าง ๆ ต้องทำอย่างไร หน้าที่ของนักสื่อสารต้องเปิดพื้นที่ และให้ทันต่อเวลาด้วย เพราะบางครั้งถ้าปล่อยให้อย่างนั้นโดยไม่ทำอะไรมันอาจเรื้อรัง หรืออาจยุติก็ได้ ต้องค่อย ๆ ดูและประเมินสถานการณ์

การเปลี่ยนแปลงเราต้องทำในลักษณะองค์รวมเหมือนกับ orchestra แต่ยังคงความเป็นอัตลักษณ์ของตัวเองออกมา

 

การประกันคุณภาพการศึกษาไทย

เนื่องจากแนวโน้มประเทศไทยในปัจจุบันจำนวนผู้เรียนเริ่มลดลง ขณะเดียวกันจำนวนของมหาวิทยาลัยมีมากขึ้น สาขาวิชาเปิดรับหลากหลายสาขา ดังนั้นการแข่งขันก็เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ในโลกแห่งการแข่งขันนั้นคนที่พร้อมที่สุดหรือหน่วยงานที่มีคุณภาพมากที่สุดเท่านั้นที่สามารถจะยืนหยัดอยู่ได้ เรื่องของประกันคุณภาพจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ผมคิดว่าหลายคนก็ปวดหัวเรื่องของการประกัน การประเมิน มคอ. เป็นต้น จุดที่น่าสนใจก็คือเมื่อเรามีการทำประกัน เขียนรายงานเกือบทุกกิจกรรม ตามสมมุติฐานเดิมการศึกษาไทยน่าจะดีขึ้น เพราะเราได้ทำประกันคุณภาพการศึกษามาหลายปี อย่างน้อยเกินหนึ่งทศวรรษไปแล้ว แต่ในเชิงปฏิบัติแล้ว ทำไมคุณภาพการศึกษาไทยกลับต่ำลงเรื่อย ๆ อันดับการศึกษาไทยในอาเซียนก็ตกไปลำดับที่แปด และกำลังทำท่าว่าจะตกอันดับลงไปอีก ผมก็เลยเกิดข้อสงสัยว่าตามเชื่อเดิมที่กพร.บังคับให้มีการทำประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อให้ดีขึ้น แต่ไม่เป็นเช่นนั้น แถมอาจารย์และคนทำงานในมหาวิทยาลัยทุกคนนอกจากทำงานในหน้าที่ในแต่ละวันแล้ว ยังต้องมาพะวงกับเรื่องที่ต้องรายงาน SAR ปีละครั้ง

หรือว่าระบบการประเมินคุณภาพของไทยยังไม่ตอบโจทย์ตามที่วางเป้าแต่เดิม เรามาเน้นเรื่องของการทำรายงาน เรื่องของการใช้ทักษะการเขียนดีหรือไม่ดีหรือเปล่า เน้นเรื่องว่าทำหรือไม่ทำ แต่ไม่ได้ให้ความสนใจว่าคุณภาพของกิจกรรมเป็นอย่างไร เกิดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาหรือบัณฑิตในเชิงที่จับต้องได้หรือไม่ นักศึกษามีการพัฒนาที่ดีขึ้นในแต่ละปีหรือไม่ เด็กไทยมีพัฒนาการด้านการคิดวิเคราะห์ การใช้ทักษะภาษาต่างประเทศ หรือทักษะแห่งศวรรษที่ 21 ดีขึ้นมาจริงหรือไม่อย่างไร ผู้ประเมินเองก็ศึกษาเฉพาะเอกสารที่หน่วยงานเขียนส่งมาให้อ่าน เมื่อเป็นเช่นนี้หน่วยงานที่มีทักษะการใช้ภาษาดี เขียนแล้วสามารถโน้มน้าวให้ผู้ประเมินเชื่อได้ ก็ดีไป ผู้ประเมินได้กำหนดกรอบของการประเมินอย่างชัดเจน พอถึงคราวประเมินแต่ละรอบจะมีเอกสารหรือแฟ้มเอกสารเป็นตั้ง ๆ กองไว้บนโต๊ะเพื่อให้เจ้าหน้าที่อ่าน และในหลาย ๆ ครั้งผู้ประเมินก็ไม่ได้อ่านหมดเพราะมีเยอะเกินไป มาตรฐานของประเมินก็ไม่มีเหมือนกัน ส่วนใหญ่จะอลุ่มอล่วยให้หน่วยงาน เป็นกัลยาณมิตรซึ่งกันและกัน มากกว่าที่จะมาก “บี้” หรือ “ขยี้” ให้เห็นผลอย่างชัดเจน บางคนที่เข้มข้นขึ้นมาหน่อยก็มีการสัมภาษณ์ ซึ่งคนที่จะให้ข้อมูลนั้น ผู้รับการประเมินเป็นคนเลือกว่าจะให้สัมภาษณ์ใคร ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าผู้รับการประเมินต้องเลือกคนที่เขาเชื่อว่าน่าจะตอบได้ดีที่สุด คนที่ให้ผลสะท้อนในทางที่ดีให้กับองค์กร ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ตามหลักการวิจัยก็ผิดตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะผู้วิจัยมี  bias ในการเลือกประชากรวิจัย ไม่ได้เกิดจากสุ่มตัวอย่างตามทฤษฎีหรอก แล้วผลที่ออกมาย่อมไม่เป็นความจริง ไม่ได้สะท้อนผลที่แท้จริง

ประเด็นเรื่องเกณฑ์การประเมินที่กำหนดโดยระดับสูงก็มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยมาก เช่นปีนี้มีการใช้เกณฑ์การประเมินระดับหลักสูตร ซึ่งได้เปลี่ยนจากปีที่แล้วที่ประเมินในระดับภาควิชา กว่าจะเข้าใจหรือรู้เรื่องการทำรายงานระดับภาควิชาต้องใช้เวลากับอาจารย์ในภาคอยู่ตั้งนานหลายปี และเริ่มจะเข้าใจมากขึ้นแล้ว มหาวิทยาลัยก็มีการปรับให้มาประเมินระดับหลักสูตร ซึ่งมีเกณฑ์แบบใหม่เลย ปีนี้ทำให้อาจารย์หลายคนก็งง กรอกข้อมูลแบบขอให้ผ่านไปที บางภาควิชาทำส่งแบบไม่เข้าใจ ที่แย่มากกว่านั้นก็คือเกณฑ์การประเมินเพิ่งแจ้งให้ทราบและปฏิบัติตามหลังจากห้วงเวลาผ่านไปแล้วเกือบหกเดือน เหมือนกับว่าเราได้ทำงานไปโดยใช้เกณฑ์เดิม แต่มาเปลี่ยนกติกาหลังจากที่เราเริ่มแตะไปแล้วครึ่งแรกไปแล้ว แล้วจะเอาอะไรมาประเมิน มันก็แปลกดีเหมือนกันนะครับ เมื่อเราใช้เกณฑ์ใหม่ไปหนึ่งปี ซึ่งจะเริ่มรู้เรื่องมากขึ้น มหาวิทยาลัยก็ประกาศให้เกณฑ์การประเมินใหม่อีก ไม่ว่าจะเป็น EdPEX, AUN QA, TQM เป็นต้น ซึ่งต้องทำความเข้าใจใหม่อีกครั้ง แม้ว่าหลาย ๆ จุดซ้ำกัน และการทำความเข้าใจกับเกณฑ์ใหม่ ๆ ต้องใช้เวลาอีก และอนาคตก็ไม่แน่ใจอีกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์อีกหรือไม่ก็ไม่มีใครรู้เลย

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าประเด็นที่ระบบการประเมินยังไม่สามารถตอบโจทย์หรือสะท้อนการความเป็นจริง และความท้าทายของทำงานของสถาบันการศึกษาไทยได้เท่าไหร่คือวัฒนธรรมไทยนั่นเอง เพราะผมคิดว่าวัฒนธรรมเป็นวัฒนธรรมที่เป็นไม่มี boundery หรือขอบเขตที่ชัดเจน การพูดหรือประเมินคนอื่นแบบตรง ๆ นั้น สังคมไทยรับไม่ได้ ถ้าคณะกรรมการชุดไหนมาประเมินแบบตรง ๆ แรง ๆ ทำให้การประเมินภายในไม่ผ่าน ปีหน้าเปลี่ยนคณะกรรมการใหม่เลย เป็นเรื่องที่คนประเมินก็ไม่กล้าพูดตรง ๆ และคนรับการประเมินรับไม่ได้เหมือนกัน คนไทยเมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในที่ประชุม เมื่อออกจากห้องประชุมก็เกิดความรู้สึกของความขัดแย้งนั้นอีก นำมาผนวกกับความรู้สึกส่วนตัว วัฒนธรรมไทยยังแยกไม่ค่อยออกระหว่างความเป็นส่วนตัวกับความเป็นเรื่องงาน วัฒนธรรมไทยเป็นแบบ collectivism ชอบอยู่แบบรวม ๆ ไปไหนไปด้วยกัน ไม่ค่อยชอบแสดงความตัวตนให้ออกมาเห็นเด่นชัดเท่าไหร่ กลัวว่าจะเด่นไปกว่าคนอื่น กลัวคนอื่นจะว่าอย่างนั้นอย่างนี้ จริง ๆ ระบบการประเมินเป็นวิถีคิดแบบโลกตะวันตกมากกว่า ที่เขาพร้อมรับการประเมินตรง ๆ แรง ๆ ทั้งสองฝ่ายรับได้หมด

จากเรื่องที่ผมกล่าวมาข้างต้นดูเหมือนว่ามีเรื่องอีกหลายเรื่องที่ต้องมาขบคิดเรื่องระบบการประเมินผลคุณภาพการศึกษา จริง ๆ แล้วเรื่องการประเมินผลหรือการประกันคุณภาพการศึกษาเป็นเรื่องที่ดี โดยแนวคิดแล้วเป็นเรื่องที่ดี และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ให้ความสำคัญเรื่องการประกันคุณภาพการศึกษา ประเทศไทยก็ต้องรับการเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่สามารถปฏิเสธกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้ได้เลย แต่ประเด็นที่ผมวิเคราะห์เรื่องระบบการจัดทำประกันคุณภาพของไทยเราที่น่าจะมีอะไรเป็นช่องโหว่อยู่ ทั้งนี้เพื่อตอบโจย์ที่ว่าระบบประกันคุณภาพการศึกษาสะท้อนความเป็นจริงของการศึกษาไทย เพื่อการต่อยอดและพัฒนาที่สอดคล้องต่อไป ซึ่งสุดท้ายแล้วเราเชื่อว่าการศึกษาไทยน่าจะดีขึ้น โดยนำเอาระบบประกันคุณการศึกษาเป็นเครื่องมือที่จะช่วยพัฒนาได้ มองตัวเราเอง และให้คนอื่นมามองด้วย

ตอนที่เขียนนี้ ผมกำลังการบรรยายเรื่อง “ผู้บริหารกับการประกันคุณภาพ” โดยผศ.ปราณี พรรณวิเชียร ซึ่งอาจารย์พูดถึงประเด็นการประเมินคุณภาพด้านกิจการนักศึกษา มีประเด็นรายละเอียดเยอะ มีประเด็นที่น่าคิดและเอาไปทำต่อคือ

  1. เราจะวางยุทธศาสตร์ด้านการทำกิจกรรมนักศึกษาว่าเราทำเพื่ออะไร
  2. เมื่อเป้าหมายชัด เราแบ่งการทำงานระหว่างมหาวิทยาลัยกับคณะ เพื่อสู่เป้าหมายเดียวกัน
  3. ต้องมาทบทวนกิจกรรมนักศึกษาที่ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัย ตณะ องค์การ สโมสร ชมรม สภานักศึกษา ว่ากิจกรรมที่ทำแล้วตอบโจทย์อะไรบ้าง นักศึกษาได้อะไร ไม่ใช่ทำแล้วใช้เงินหมดมั้ย เคลียร์เอกสารโครงการครบถ้วนหรือไม่ แต่เราไม่ค่อยถามว่าผลลัพธ์ของโครงการคืออะไร เด็กได้เรียนรู้อะไรบ้างจากิจกรรมดังกล่าว

 

 

ระบบการให้ความช่วยเหลือ: กรณีศึกษาจาก Assumption University

 
image

image

image

image

image

image

วิทยากรจากกิจการนักศึกษาจาก ABAC หลายคนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ที่นี่มีสำนักงานรองอธิการบดี ที่สำนักงานกิจการนักศึกษาตั้งอยู่ (ส่วนใหญ่ใช้คำว่า สำนักงานอธิการบดี)

Sports and Physical Fitness Center

Financial and Scholarship Division

Student Personality and Campus Life Center

สำนักงานกิจการนักศึกษา ABAC รับผิดชอบรายวิชาสอนด้วย 2 วิชา ซึ่งเป็นวิชาพื้นฐาน นั่นคือวิชาคุณธรรมจริยธรรม และรายวิชา Community Service and Learning Service

Experiential Learning: หน่วยงานที่จัดหางานให้นักศึกษา ประสานงานกับศิษย์ หรือบริษัทห้างร้านมาพูดหรือรับนักศึกษาเข้าทำงาน

สรุปแล้วโครงการของ ABAC มีลักษณะหรือโครงสร้างการทำงานที่อาจแตกต่างกับมหาวิทยาลัยของรัฐและของม.อ.เองค่อนข้างมาก เน้นการทำงานที่ให้ความช่วยเหลือนักศึกษา และเรื่องของหางานทำให้นักศึกษา แต่วิธีคิดผมคิดว่าไม่ต่างกันมาก นั่นคือเราต้องการพัฒนานักศึกษาให้เป็นคนที่สมบูรณ์ เป็นไปตามคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ พร้อมไปออกไปรับใช้สังคม อยู่ในสังคมอย่างมีความสุขได้ ส่วนวิธีการอาจมีความแตกต่างกันบ้าง แล้วแต่มหาวิทยาลัยไหนต้องเน้นจุดใด และข้อจำกัดของแต่ละที่ไม่เหมือนกัน

อัตลักษณ์สถาบันคืออะไร เราต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าม.อ.เรามีอัตลักษณ์อะไรบ้าง core value ของคำว่า PSU (Professionalism, Social responsibility, Unity)  สามารถจะสื่อออกมาไปสู่พฤติกรรมของนักศึกษาที่จบจากม.อ.ได้หรือไม่อย่างไร

4 Self concepts of student development framework

  1. Self awareness: student should be able to know themselves, why they come to this campus, what are the purposes of their life. etc.
  2. Self exploration: once they know who they are, then they should explore the world by themselves. No one can change their life except by themselves. This is about self study. In this world, students should be independent.
  3. self enrichment: As it is said by Steve Jobs, stay hungry, stay foolish. This is exactly right what self enrichment means.
  4. self offering: students use and employ their knowledge to others, to community, to the nation as a whole.

 

AU Care:

relationship building การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักศึกษามาใหม่

data collecting การรวบรวมข้อมูลนักศึกษาใหม่ ต้องได้ข้อมูลส่วนตัวทั้งหมด

detection and prevention การตรวจสแกนข้อมูลนักศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยาเสพติด เรื่องสภาพจิต นักศึกษาที่ปัญหาต่าง ๆ จบรายการนี้มหาวิทยาลัยพอจะได้ข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการติดต่อดูแลต่อไป ขั้นตอนนี้เรียกว่าการคัดกรองข้อมูลนักศึกษา ตรวจสอบสมรถนะทางร่างกายของนักศึกษาทุกคนด้วย

need assessment การให้ควาช่วยเหลือเป็นพิเศษสำหรับนักศึกษาบางคน นักศึกษาทุกคนต้องผ่านการสัมภาษณ์จากอาจารย์ที่ปรึกษา คุยแบบเจาะลึกโดยละเอียด มหาวิทยาลัยสามารถทราบข้อมูลในรายละเอียดจากเด็กทุกคนทุกรายละเอียด และสามารถนำมาต่อยอดได้

talent discovery การส่งเสริมความสามารถเฉพาะของนักศึกษาแต่ละคนได้เลย

 

First Year Experience Program (FYEP)

The program should be comprehensive, intentional, integrated, flexible, sytematic, organisationally horizontal, and student centered.

กิจกรรมนี้เหมาะมากที่เรานำมาใช้เป็นกิจกรรมสำหรับการรับน้องใหม่ แนวคิดที่เรากำลังผลักดันการรับน้องใหม่เชิงสร้างสรรค์พอจะมองเห็นภาพคร่าว ๆ ว่าเราจะนำกิจกรรมอะไรเข้ามา implement ได้บ้าง ต้องศึกษาในรายละเอียดจาก ABAC โดยตรง ในแนวคิดที่เราต้องการพัฒนาการกระบวนการรับน้องแบบใหม่หรือเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งได้นำแนวคิดลดความรุนแรง มีการประกวดการรับน้อง และการประชุมเชียร์ แต่ยังอยู่ภายใต้กรอบเดิมอยู่อีก เพราะยังหารูปแบบใหม่ที่ต่างไปต่างไปกรอบเดิมไม่ได้ พอได้ฟังกรณีจาก  ABAC แล้วรู้สึกว่าเป็นแนวคิดที่น่าจะนำมาปรับใช้กับเราได้บ้าง อาจไม่ทั้งหมดก็ได้ แต่เห็นถึงความแตกต่าง และเป็นเชิงสร้างสรรค์จริง ๆ ด้วย เป็นจังหวะเหมาะพอดิบพอดีที่เราจะได้นำเสนองบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2560 ในเดือนมีนาคมปีหน้านี้

โครงการพัฒนาภาษาอังกฤษ

อ. ปิยะ (ZEN) 098 808 9399 – possiblezen@yahoo.com

Intensive English (Basic English, English 1, 2, 3,4)

นักศึกษาใหม่ทุกคนต้องผ่านการปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษ Basic English แต่ถ้าดีแล้ว ไม่ต้องเรียนแล้ว และนักศึกษาต้องเรียนภาษาอังกฤษสี่รายวิชาถึงจะผ่านหรือจบการศึกษาได้ หลักสูตรนี้ดำเนินการโดยกิจการนักศึกษา

English for All: เป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษาทุกคน การพัฒนาภาษาอังกฤษ 7 ขั้นตอน ที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยเอง (โดยท่านอธิการบดี) ดำเนินการโดยกิจการนักศึกษาโดยตรง หลักสูตรนี้เน้นการทำกิจกรรมมากกว่ามาเน้นเรื่องไวยกรณ์ ให้ผู้เรียนมีความสุขกับการเรียน activity-based teaching approach

Week 1: Building up confidence เน้นการละลายพฤติกรรม เปิดทัศนคติที่ดีต่อภาษา

Week 2: listening comprehension ฟังจากอินเทอร์เน็ต

week 3: career planning วางแผนอาชีพตั้งแต่ปีหนึ่ง เป็นศัพท์เกี่ยวกับงานต่าง ๆ

week 4: phonetics and pronunciation

week 5: creative writing

week 6: presentation ฝึกการนำเสนอในห้องเรียนก่อน สร้างความมั่นใจในห้องเรียนกันก่อนที่จะไปในสัปดาห์สุดท้าย

Week 7: news reading studio experience โดยใช้คลิปของคณะนิเทศศาสตร์ ผู้เรียนนำความรู้ทั้งหมดที่เรียนมาอ่านข่าว ออกอากาศผ่านยูทูป

เรื่องนี้น่าจะเหมาะสำหรับสถาบันภาษาฯ ที่เรากำลังพัฒนาในขณะนี้ ครั้งแรกเริ่มจากนักศึกษาน้อยมาก ตอนนี้มีน.ศ. 200 คนต่อภาคการศึกษา โดยมีอาจารย์แค่  3 แต่มี trainers ที่ผ่านการฝึกอบรมแล้ว ก่อนเรียนมีการสอบ  pretest อยากทำกิจกรรมนี้มากเลยนะ เพราะน.ศ.เราขณะนี้มีทักษะทางภาษาอังกฤษน้อยมาก ซึ่งส่วนใหญ่มีทัศนคติที่เป็นลบต่อภาษาอังกฤษด้วย เมื่อเขาจบไปจากรั้วมหาวิทยาลัยแล้ว เขาต้องประสบความยากลำบากต่อการเข้าสู่ตลาดแรงงานในโลกแห่งอนาตต การเรียนที่ไม่เน้นไวยกรณ์มากมาย เน้นความสนุกแต่ได้สาระ ไอเดียร์ของอัสสัมชัญน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ม.อ.เรานำมาพิจารณาทำ กลับไปนี้สงสัยเราต้องทำรายละเอียด พูดคุยกับทีมงานว่าเราพอจะทำอะไรได้บ้าง จริง ๆ แล้วเราไม่ได้ต้องเป็นที่ลงมือทำเอง แต่เป็นเพียงผู้เริ่มต้น นำไอเดียร์ที่มีอยู่มาสร้างกรอบการทำงาน จากนั้นมาประชุมกับทีมงาน เสนอต่อคณะกรรมการสถาบันภาษาฯ เพื่อขอรับการสนับสนุนเงินงบประมาณ จริง ๆ แล้วอัสสัมชัญก็ดำเนินการโดยการสนับสนุนงบประมาณจากมหาวิทยาลัยเช่นกัน

 

การจัดการความขัดแย้ง (Peer Mediation)

image

เช้าวันที่ 16 ธ.ค. 58 มีการบรรยายจากผู้พิพากษานพพร โพธิรังสิยากร (ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา) บรรยายเรื่องการจัดการความขัดแย้ง ปกติแล้วผมคุ้นกับชื่อภาษาอังกฤษว่า conflict management แต่วิทยากรใช้คำว่า peer mediation ผมได้ยินเป็นครั้งแรกในชีวิต ซึ่งท่านวิทยากรมีมุมมองที่น่าสนใจ นั่นคือเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นมาเมื่อไหร่แล้ว เราใช้กระบวนการของเพื่อนหรือ peer เป็นผู้ใกล่เกลี่ยหรือ mediator แค่นี้ก็น่าสนใจแล้ว

เรื่องการใช้ peer mediation ใช้ในบริบทของโรงเรียนหรือสถานศึกษา ที่เราใช้ความมหัศจรรย์ของเพื่อนที่มาช่วยกันแก้ไขปัญหากันเอง เรามาร่วมกันคิดบวก และจบลงด้วยความเข้าใจด้วยมิตรไมตรี

แนวคิดนี้ได้มาจากปรัชญาของ Aristotle จากหนังสือ The Art of Rhetoric  โดยมีหลักคิดว่าหากเกิดความขัดแย้งขึ้น สิ่งแรกที่สุดที่ต้องทำคือการเข้าหา และพูดกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่หลาย ๆ คนอาจทำไม่ได้ เพราะเมื่อเราเกิดปัญหาแล้ว เราจะหลีกเลี่ยงที่จะเจอหน้า ส่วนการพูดคุยนี้ยังไม่ต้องพูดถึงเลย แค่เห็นหน้ายังไม่อยากเจอกันเลย นั่นแสดงความการสร้างกำแพงที่เราไม่สามารถเข้าถึงการแก้ไขปัญหาเลย เราก็ได้แต่เดาความคิดหรือความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งอาจไม่ใช่ความจริงเลย เราคิดไปก็เข้าข้างตัวเอง เราไม่รู้ความจริงที่เกิดขึ้น ความเข้าใจจะไม่เกิดขึ้นเลย เพราะเราได้สร้างกำแพงสูงที่ไม่สามารถเข้าถึงได้เลย และกำแพงนี้ยิ่งนับวันก็ใหญ่ขึ้น สูงขึ้นเรื่อย ๆ

คำว่า “ความขัดแย้ง” ในภาษาจีน เป็นคำรวมของสองคำคือ “วิกฤติ” และ “โอกาส” เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมหมายความว่าทุกครั้งที่มีความขัดแย้งหรือวิกฤติในนั่นย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ พอมาถึงตรงนี้ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์ที่นักศึกษาม.อ.คนหนึ่งที่ประสบอุบัติเหตุขับรถโชเล่ย์ไปชนชาวบ้านคนหนึ่งแขนหัก และชนรถยนต์เขาด้วย ในช่วงระหว่างที่เดินพาเหรดงาน Freshy Games จากเหตุการณ์นี้นักศึกษาคนนี้ต้องจ่ายเงินเบ็ดเสร็จแล้วแสนบาท ต้องขึ้นศาลด้วย จากเหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นวิกฤติและปัญหา แต่เมื่อทุกฝ่ายโดยเฉพาะทีมงานจากกองกิจฯ ตั้งสติมาพูดคุยกัน ปรึกษาหารือกัน มีทางออกด้วยการจัดงานเลี้ยงน้ำชา เรี่ยไรเงินมาช่วยนักศึกษาคนนี้ มีทั้งนักศึกษาและบุคลากรอาจารย์หรือบุคคลภายนอกมากินน้ำชา ทำให้เกิดความรู้สึกความเป็นหนึ่งเดียวของสงขลานครินทร์ เห็นความสามัคคีของสมาชิกในองค์กรเรา นั่นคือโอกาสได้เกิดขึ้นแล้ว ผมดูเหตุการณ์นี้แล้วเราชาวกองกิจฯ กล้าที่จะเผชิญความจริง เอาเรื่องนี้มาพูดมาคุยกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันหาทางแก้ปัญหา ท่ามกลางความขัดแย้งหรือปัญหา ย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ  “I see opportunity in danger.” จากคำพูดของภาพยนต์เรื่อง  Law and Order: Country Crossover

 

กินเนื้อหรือกินเปลือกทุเรียน

ตัวอย่างที่วิทยากรยกมาน่าสนใจมาก การแก้ปัญหาในชีวิตหรือความขัดแย้งนั้นเหมือนกับที่เรากินทุเรียน เวลาเราแกะเปลือกทุเรียนเราต้องการกินเนื้อทุเรียน เราไม่กินเปลือกทุเรียนที่เป็นหนามแน่นอน ทุกครั้งที่เราเผชิญปัญหาแล้ว ขอให้เราแยกแยะว่าอะไรคือสาระจำเป็น กับอะไรคือเปลือก เราอย่ากินทุเรียนพร้อมเปลือก metaphor นี้ผมชอบมากเลย และคิดว่าสามารถเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้ ไม่เฉพาะเรื่องการทำงานเท่านั้น ปกติมนุษย์เราเวลาเจอปัญหาหรือเผชิญความยุ่งยากลำบากเราจะไม่สามารถแยกแยะว่าอะไรคือเปลือกและอะไรคือสาระ ความโลภ โกรธ หลง มาบังหน้าเราที่บางครั้งไม่สามารถแยกแยะเปลือกทุเรียนกับเนื้อทุเรียน

เวลาเราทะเลาะกันวิธีที่ดีที่สุดคือการพูดคุยเจรจา

ชีวิตของความเป็นมนุษย์เราต้องการอะไร นั่นคือเราต้องการศัตรูหรือมิตร เวลาเรารักชอบพอกันอย่างความรักหนุ่มสาวเกิดจากอารมณ์ความรู้สึก เป็นเรื่องของหัวใจมากกว่าเรื่องของสติปัญญา แต่ทำอย่างไรดีเมื่อคนเราหมดอารมณ์หรือความรู้สึกนั้น เรื่องของเหตุผลหรือสติปัญญาเป็นเรื่องที่เป็นสาระและตัวที่สามารถหล่อหลอมตัวเราได้ดีที่สุด เหตุผลเป็นสาระสำคัญของชีวิต เข้าใจนั่นแหละเมื่อหนุ่มสาวตอนที่จีบกันเหตุผลไม่ค่อยจะมีกันสักเท่าไหร่

ความรักเหมือนดอกกุหลาบ

ทำไมคำโบราณชอบเปรียบความรักเหมือนดอกกุหลาบ เมื่อเราเห็นดอกกุหลาบเราจะไปหยิบทันทีไม่ได้ เพราะมีหนามรอบ ๆ กลีบกุหลาบ เราต้องค่อย ๆ หยิบกุหลาบดอกนั้น การที่จะได้เข้าถึงกลีบกุหลาบได้ต้องผ่านหนามหรือปัญหาอุปสรรค

สำนึก –> เยียวยา –>สำนึกผิด –>ให้ยอมรับเยียวยา –> ให้อภัย

ทฤษฏีข้าวผัด

คนเราเมื่อเจอปัญหาความขัดแย้งเรื่องอะไรก็ตาม เราต้องถามตัวเราเองว่าเราต้องการอะไรกันแน่ ย้ำว่า “ความต้องการ” ของเราจริง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเลยนะ ซึ่งเหมือนเราผัดข้าว เมื่อความต้องการเราได้มาแล้วหรือเราผัดข้าวเสร็จแล้ว ก็น่าจะจบหรือยกออกจากเตาได้เลย แต่หลายครั้งเราไม่ยอมจบ เอาเรื่องอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้เรื่องที่ปัญหามันไม่ยอมจบง่าย ๆ ลากไปเป็นเรื่องอื่นด้วย ก็ทำให้เรื่องราวหรือปัญหายากยาวไปอีก เหมือนกับข้าวผัดที่สุกแล้ว แต่เราไม่ยอมยกขึ้นจากเตา ทำให้ข้าวผัดนั้นไหม้ไปเลย โอนทิ้งอย่างเดียว ปัญหาก็ไม่ได้ถูกแก้ เพราะเราไม่ยอมหยุดเมื่อสิ่งที่เรา “ต้องการ” ได้มาแล้ว เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากเลยที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตจริงของเราได้ด้วย โดยเฉพาะเรื่องทะเลาะภายในครอบครัว เรื่องของสามีภรรยาที่มีปากเสียง นึกถึงทฤษฎีข้าวผัด

 

ฟังการบรรยายในวันนี้รู้สึกได้เลยว่าคุ้มจริง ๆ ได้สาระมากด้านการจัดการความขัดแย้ง มีวิธีคิดดี ๆ มุมมองของการมองโลกที่หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และถ้าเกิดความขัดแย้งแล้ว เรามีทฤษฎีอย่างไรบ้าง แต่ในเรื่องการปฏิบัติจริงนั้นต้องค่อย ๆ นำมาใช้ มันอาจใช้ทั้งหมดไม่ได้ เพราะการเปลียนวิธีคิดเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดของเราก่อน มองโลกในแง่ดีให้มาก ตลอดการบรรยายของอาจารย์มีมุขให้เรามีเสียงหัวเราะตลอดเวลาบรรยาย 3 ชั่วโมงที่ไม่เบื่อเลย

 

 

 

ประเด็นที่ท้าทายด้านกิจการนักศึกษา

image

image

image

วิทยากรที่บรรยายเรื่องนี้คือ รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณบดีพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผศ.ดร.อนุพันธ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต ม.นเรศวร ดำเนินรายการโดย อ.บัญชา จากอัสสัมชัญ

ทุกคนเห็นด้วยว่าการพัฒนานักศึกษาเป็นเรื่องของหลาย ๆ ฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายกิจการนักศึกษาเท่านั้น

ดร.พสุ พูดชัดว่าบัณฑิตที่จบออกไปแล้วเนื้อหาผู้ประกอบการให้ความสำคัญไม่มาก เมื่อเทียบกับ soft skills

technical knowledge

communication

working with others (soft skills)

passion

global skills / multi cultural

เมื่อนักศึกษาจบออกไปแล้ว เขาต้องไปเรียนรู้ใหม่เมื่อเข้าทำงานในองค์กรอยู่ดี เพราะวัฒนธรรมแต่ละองค์กรย่อมแตกต่างกัน

ประเด็นเรื่องของความสนใจของเด็กแต่ละรุ่นมีความแตกแต่างกัน Gen Z มีความสนใจที่ง่าย ๆ เร็ว ๆ ดังนั้นคนที่ทำงานกับนักศึกษาในรุ่นนี้ต้องเข้าใจและสื่อสารตลอดจนทำงานกับเด็กรุ่นนี้ได้

ปัญหาหลัก ๆ ของ GEN Y มีเรื่องหลัก ๆ อยู่

  1.  ด้านการสื่อสารที่เด็กรุ่นนี้ไม่ค่อยไตร่ตรองและละเอียดอ่อนด้านการสื่อสาร อยากพูดอะไรหรืออยากเขียนอะไรก็พูดออกมาแบบนั้น ไม่แคร์ว่าผู้รับสารจะคิดอย่างไร
  2. การเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ชอบคิดว่าความคิดตัวเองถูกต้อง ฟังว่าเหตุผลตัวเองรับได้มั้ย ถ้ารับไม่ได้ก็ไม่ทำ
  3. ความอดทนน้อย เพราะชอบสังคมที่เร็ว ๆ รอไม่ค่อยจะได้ เหมือนกับการเรียนหลายวิชา ถ้าเขาไม่ชอบเขาก็ไม่เข้าเรียน ขาดเรียนเฉย ๆ
  4. เป็นเด็กจิตตกง่ายมาก เกิดอาการเซ็ง เบื่อ เศร้าง่ายมาก
  5. มีความสับสนกับชีวิต

โครงการ ChAmMP (Chulalongkorn Alumni Mentorship Program) โดยให้ศิษย์เก่าที่จบสาขาวิชาเดียวกัน และทำงานแล้วที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่จบ ให้ช่วยดูแลศิษย์ปัจจุบัน 2คน เพื่อสอนงานด้าน career path นักศึกษาจะได้เรียนนอกห้องเรียน เรียนโดยตรงกับรุ่นพี่ สร้างความสัมพันธ์อีนดีระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง ความรักและผูกพันธ์กับมหาวิทยาลัยด้วย

ประเด็นนี้น่าสนใจมาก ม.อ.เราจะลองทำเป็นต้นแบบสักจำนวนหนึ่ง เพื่อศึกษาเป็นต้นแบบของเราเองว่าเราจะทำได้มั้ย แต่นอนแหละศิษย์เก่าคงสู้กับศิษย์เก่าจุฬาฯ ได้ แต่รูปแบบที่ผมอยากศึกษาว่ามันสามารถทำได้หรือไม่ โดยจะใช้ชื่อ PSU Alumni Mentorship Program for ???? – PAMPERS

Chula มีโครงการ TEDx Chulalongkorn U เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจที่สามารถนำองค์กรไปสู่ TED ได้ เขาทำได้อย่างไร กระบวนการนำไปสู่การขอลิขสิทธิ์ วิธีการดำเนินการ ค่าใช้จ่ายอย่างไร ม.อ.เราจะทำได้มั้ยเนี๊ยะ อย่างน้อยเราได้ดำเนินการในรายวิชา  Public Speaking สงสัยต้องขอคำปรึกษาจากรศ.ดร.พสุ อาจารย์น่าจะเมตตาเราแน่เลย แต่ที่เป็นห่วงเรื่องการหา  sponsor เพื่อนำมาสนับสนุนกิจการในโครงการ ถ้าเราทำได้ในระดับม.อ.

ประเด็นสุดท้ายที่คุยกันคือเรื่องของสมรถนะของผู้ที่ทำงานด้านกิจการนักศึกษาควรมีคือ

  1. Critical Thinking
  2. Communication (2 ways)
  3. Leadership skills
  4. technology literacy
  5. Flexibility / adaptability
  6. Creativity
  7. Collaboration
  8. Open-minded
  9. Empathy
  10. change agent
  11. multitasking

 

ประสบการณ์บริหารกิจการนักศึกษา

เป็น panel มีรศ.นพ.อำนาจ จากมช. รศ.ดร.ธนิต จากจุฬา และผศ.วงศ์วีระ ม.ราชภัฎอุดรธานี

image

ประเด็นแรก คุยเรื่องกีฬาของนศ.
1. กีฬาเพื่อความเป็นเลิศ – จำนวนไม่มาก แต่มุ่งการสร้างชื่อเสียงให้มหาลัย ผู้บริหารต้องลงมาเล่นร่วมกับคณะอย่างจริงจัง ดูแลเรื่องวิชาการ เข้าใจและเข้าถึงนักกีฬา เราต้องสร้างให้นักกีฬาเหล่านี้เป็น role model ให้นศ.ทั่วไป ต้องมีระบบการดูแลอย่างชัดเจน อย่างม.กรุงเทพ ทำ sport academy เพื่อเป็นแหล่งให้นศ.ฝึกการทำงานเชิงผู้ประกอบการ จุฬาฯ ลงทุนด้านนี้มาก รองฯธนิตไปร่วมอยู่กับนักกีฬา 10 วัน ให้กำลังใจนักกีฬา

2. กีฬาเพื่อออกกำลังกาย – นักศึกษาโดยทั่วไป ที่ต้องสร้าง facilities ให้พร้อม ขณะนี้บูมเรื่องการปั่นจักรยาน มช.ซื้อจักรยาน 2,000 คันไว้ที่หอพัก มี bike lane ภายในมหาลัย จุฬาฯเอาเรื่องกีฬามาเป็นสุขภาวะ
ชื่นชมนักกีฬาในที่ประชุมใหญ่ ๆ
ผมเองยังทำเรื่องนี้น้อยมาก คิดว่าผมต้องจับเรื่องนี้ให้มากขึ้น กีฬาของนักศึกษากับบุคลากรต้องสอดประสานกัน เป็นงานที่ท้าทายผมมากด้วย

3. กีฬาสำหรับบุคลากร

เรื่องที่สองคือเรื่องทุน
ต้องนำเรื่องนี้เป็นวาระทีมบริหารกองกิจฯ มีหลายเรื่องที่ต้องคุย เช่น
กิจกรรมพบปะระหว่างผู้รับทุนกับผู้ให้ทุน
กองทุนซากาต หรือการระดมทุนกับเอกชน
การสร้งกลไกที่สร้างจิตสำนึกนศ.ที่รับทุนคืนทุน กรณีทุนกยศ.กรอ.
การรวมตัวของนศ.ทุน อาจเป็นชมรม การสร้างจิตอาสา การช่วยงานมหาลัย เป็นต้น

ทั้งสองเรื่องนี้นำไปสู่ภาคปฏิบัติ ได้ประเด็นการขับเคลื่อนเรื่องกีฬา และทุนอย่างจริงจัง

ส่วนเรื่องการทำงานของกิจการนักศึกษา ต้องผลักให้เป็นเครือข่ายเหมือนที่เราทำอยู่ในขณะนี้ จุฬาฯก็เล่นเรื่องเครือข่ายแบบนี้เหมือนกัน โดยใช้สื่อไลน์ เฟสบุ๊ค การประชุมหารือ ที่มช.รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา รวมตัวกับรองคณบดีด้านกิจการนศ. ประชุมทุกเดือน ทำให้งานด้านนี้เดินหน้าไปได้ดี

ได้เรียนรู้ประเด็นใหม่ ๆ จากที่ประชุมนบน.นี้มากเลย และตรงจุดกับงานที่เราทำงาน มีงานอีกหลายส่วนที่เรายังไม่แตะ และบางส่วนเราก็ได้เริ่มมาแล้ว ท้าทายดีจริง ๆ

image

image

แนวคิดในการบริหารนักศึกษา

image

บรรยายโดยรศ.ดร.ชาญชัย อินทรประวัติ ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการบริหารกิจการนักศึกษา ตั้งแต่ทำงานที่มศว. ม.สุรนารี Stamford  U. หัวหิน และตอนนี้ที่ ม.วงษ์เชาวลิตกุล

งานด้านกิจการนศ.ต้องทำงานควบคู่กับงานวิชาการ ถึงจะทำให้การพัฒนานักศึกษาด้วยกัน เพียงแต่มองคนละมุม เช่นการรับน้องมหาลัยควรให้การทำงานร่วมระหว่างกิจการนศ.และวิชาการ ซึ่งมทส.ได้ทำแล้ว

image

ต้องเข้าใจความต้องการของเด็กวัยนี้ ทำให้ผมนึกถึงคำพูดผอ.บรรจงว่า “ต้องตรงกับจริตของเด็ก”

Freshmen – sophomore เป็นวัยที่วิตกจริต กังวลกับความเป็นตัวเองมาก เรื่องของรักหนุ่มสาว อารมณ์ทางเพศ ครอบครัว

image

การทำงานกิจการนศ.ต้องสนองตอบความต้องการของนศ.ให้เป็นตัวของตัวเองหรือ self actualization ให้มากที่สุด ถึงจะทำให้เกิดความสุขกับการเรียน แต่ผมคิดว่านี่คือทฤษฎีมากกว่า พอจะทำจริง ผมคิดว่าเราต้องให้เด็กอยู่ได้ท่ามกลางความไม่พร้อม สร้างภูมิคุ้มกันให้นศ.

image

เนื่องจากสังคมไทยเกิดจากฐานขิง “อำนาจ” เมื่อไหร่ก็ตามมีโอกาส ก็จะแสดงอำนาจทันที

Junior – senior กังวลเรื่องนี้

image

เรานักบริหารต้องเข้าใจเรื่องนี้ ให้นศ.ได้แสดงออกอย่างถูกต้อง การหาข้อมูลเรื่องงานให้ ผมชอบคำพูดที่ว่า ถ้าเราเป็นร้านขายรถ  Benz เราไม่ต้องทำการตลาดเลย แต่ถ้าเราขายรถ Toyota, Nissan เราต้องทำการตลาดแน่นอน ไม่งั้นไม่มีใครมาจ้างบัณฑิตเรา ไม่แปลกเลยที่จุฬาฯ ไม่ต้องทำการตลาดก็ได้ แต่ม.อ.เราต้องทำการตลาดให้มาก

ประเด็นเรื่องอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่าเป็นงานร่วมระหว่างกิจการนศ.กับฝ่ายวิชาการ เพราะอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นกลไกสำคัญที่คอยให้คำแนะนำนศ.

มทส.เรียกหอพักว่า living and studying center เพราะเป็นชื่อที่สื่อถึงเป็นสถานที่พักอาศัยและเรียนรู้

image

นอกจากนี้ที่ ABAC มีที่สำหรับ hang around หรือที่ให้นศ.มาเรียนรู้จักกับเพศตรงกันข้าม แทนที่เขาจะไปทำนอกมหาลัยที่เราคุมไม่ได้ และอันตรายด้วย เด็กวัยนี้ต้องการสิ่งนี้แน่นอน

image

งานแนะแนวเรื่องของการพัฒนาค่านิยม เรื่องนี้คืออะไร มันหมายถึงประเด็นที่สังคมในแต่ละที่สนใจ

จากการบรรยายครั้งนี้ได้รับองค์ความรู้ด้านมุมมองในภาคปฏิบัติ และแนวจิตวิทยาวัยรุ่นที่เป็นวัยนศ.

เรื่องของการเล่นกีฬาของนศ.อาจมีปัญหากับฝ่ายวิชาการ คงต้องกำหนดเกรดขั้นต่ำของนักกีฬาด้วยต้องไม่ต่ำกว่า 2.50 นี่ก็เป็นอีกทางออกหนึ่งของการประสานงานให้สมดุลระหว่างการจัดการกิจการนศ.และฝ่ายวิชาการ