We’re born to make a difference.

YouTube ที่ผมชอบเข้าไปฟังบ่อย ๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งนั่นก็คือจาก TED talks ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหาต่าง ๆ ตามความสนใจของเรา และผมเชื่อว่านอกจากเราได้เรียนรู้เนื้อหาต่าง ๆที่เราชอบแล้ว ยังทำให้เราได้พัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ และทักษะการพูดในที่สาธารณะหรือ Public Speaking ได้ดีอีกด้วย ผมว่าเด็กสมัยนี้มีความโชคดีมากที่มีสื่อการเรียนรู้โดยเฉพาะด้านภาษาอังกฤษมากมายนอกห้องเรียน ซึ่งต่างจากที่ผมในสมัยเด็ก เพราะในสมัยนั้นถ้าจะเรียนนอกห้องเรียนต้องฟังเทปคาสเซ็ต หรืออย่างเก่งชมวิดีโอ ปัญหาก็คือไม่มีเครื่องเล่นวิดีโอ สถานีโทรทัศน์และวิทยุบ้านเราก็ไม่มีรายการที่เป็นภาษาอังกฤษเลย ถ้าจะเรียนรู้นอกห้องเรียนต้องออกแรงค่อนข้างเยอะ ต่างจากเด็กสมัยนี้ รุ่นที่เกิดมาพร้อมกับความเร็วของอินเทอร์เน็ต สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์ทางไอทีต่าง ๆ เข้ามถึงบ้าน ห้องนอน และติดตามตัวเราตลอดเวลาบนมือถือ จนเรามีข้อมูลมากมายเหลือเกิน ข้อมูลจะทับตัวเราแล้วก็ว่าได้ โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต ที่สำคัญคือการได้เรียนรู้ข้อมูลการบรรยายที่เป็นตัวหนังสือจากเว็ปไซด์ต่าง ๆ หรือจะฟังเสียงและภาพก็เข้าไปใน YouTube ซึ่งผมว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ที่หาที่จบไม่ได้จริง ๆ น่าอิจฉาเด็กรุ่นใหม่จังเลย

ประเด็นที่ผมจะขอแนะนำวันนี้คือ Rita Pierson ซึ่งทั้งครอบครัวก็เป็นครูอาจารย์กันทุกคน รวมถึงตัวเธอด้วย ชีวิตอยู่กับโรงเรียน อยู่กับเด็ก ๆ เธอมาเล่าประสบการณ์เกียวกับการสอนของเธอให้พวกเราฟังแบบไม่เครียดเลย มีอารมณ์ขันเป็นช่วง ๆ ประเด็นที่ผมชอบมากคือ เธอเน้นเรื่องความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน Human connection อย่างที่ George Washington พูดว่า All learning is understanding relationship.

ประโยคหนึ่งที่เธอพูด และผมชอบมากคือ เด็กจะไม่เรียนถ้าเขาไม่ชอบครูผู้สอน ผมในฐานะเป็นครูก็ต้องคิดให้มากกับประโยค เพราะบางครั้งเราให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่จะสอนมาก จนลืมว่าแล้วผู้เรียนจะเข้าเรียนกับเรา หรือชอบที่จะมาเรียนกับเราหรือไม่ โอเคหล่ะเรื่องเกรดที่เด็กต้องได้ก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่เราต้องการมากกว่านั้นก็คือ ความตั้งใจของเขาที่จะมาเรียนกับเรามากน้อยแค่ไหน การเปิดช่องทางการสื่อสารของผู้สอนและผู้เรียนเป็นเรื่องที่สำคัญมากทีเดียว และมีอารมณ์ขันบ้างกับผู้เรียน ผมเห็นด้วยว่าสามารถผ่อนคลายความเครียดจากเนื้อหาได้บ้าง และที่สำคัญจะทำให้เด็กจะรู้สึกว่าเราเป็นกันเองมากขึ้น การเข้าถึงตัวผู้สอนก็ง่ายขึ้นเช่นกัน ลดความทางการลงมาก ๆ ทำให้เด็กเริ่มกล้าที่ถาม หรือมีข้อเสนอแนะให้เราผู้สอนได้ด้วย เมื่อเราผู้สอนสร้างสะพานเชื่อมที่มีโครงสร้างแข็งแรง คิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ยากมากนักที่เราจะ empower ผู้เรียนด้วย การให้ความสนใจถึงความแตกต่างของผู้เรียนแต่ละคนก็มีความสำคัญไม่แพ้กันด้วย เพราะต้องยอมรับว่าผู้เรียนแต่ละคนมีทักษะการเรียนที่แตกต่างกัน มีพื้นฐานที่วิชาการ ทางสติปัญญา อารมณ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นเนื้อหามี่เราสอนใช้แบบเดียวกัน เราจะ make sure ได้อย่างไรว่าผู้เรียนทุกคนเข้าใจในสิ่งที่เราสอน ยิ่งสภาพทางวัฒนธรรมของไทย ที่มีความเชื่อว่าผู้สอนมีความเก่งทุกอย่าง ไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้ ส่วนผู้เรียนนั้นต้องเรียนแบบ “รอความรู้” หล่นลงมาออกจากปากของผู้สอนเพียงอย่างเดียว เป็นความสัมพันธ์ในแนวดิ่ง และมีกำแพงหนา ๆ กั้นอยู่ระหว่างผู้เรียนกับผุ้สอน

แต่การเรียนใน paradigm ใหม่ที่เน้นความร่วมมือกันระหว่างผุ้เรียนกับผู้สอน เป็นความสัมพันธ์ในแนวราบ เพราะแท้ที่จริงแล้วครูก็คือมนุษย์เหมือนกัน โอกาสที่จะผิดพลาดก็มีเช่นกัน ส่วนผุ้เรียนก็ไม่ใช่ blank sheets หรือมาเรียนแบบไม่มีอะไรมาก่อนเลย เหมือนกับกระดาษเปล่า แต่ผู้เรียนได้ผ่านประสบการณ์ชีวิต หรือผ่านการเรียนรู้ในระดับประถม มัธยม หรือการเรียนรู้นอกห้องเรียนมาแล้วเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าผู้สอนอาจเรียนเยอะกว่า มีประสบการณ์ที่มากกว่า อ่านมาเยอะกว่า แต่ทั้งสองฝ่ายก็สามารถนำประสบการณ์เหล่านั้นเข้ามาในห้องเรียน และแบ่งปันเรียนรู้แลกเปลี่ยนกันได้ ก็จะทำให้บรรยากาศในห้องเรียนเป็นไปในลักษณะที่มีการ discussion มากขึ้น มีคำถามจากผู้เรียนมากขึ้น มีข้อสังเกตุจากผู้เรียนมากขึ้น ผู้เรียนเริ่มมีความคิดเชิงวิเคราะห์มากขึ้น โดยผู้สอนต้องทำหน้าที่เป็น facilitator  คอยชี้แนะแนวทาง คอยส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้น เน้นให้ผู้เรียนคนผู้ที่เสาะแสวงหาความรุ้ด้วยตัวเองมากขึ้น และสิ่งนี้แหละเป็นทักษะที่ติดตัวกับผู้เรียนไปตลอดเวลา และชั่วชีวิตของเขาไปเลย แต่ถ้าการเรียนเน้นให้นักเรียนจำเท่านั้น เรียนรู้เฉพาะเนื้อหาในบทเรียนเท่านั้น เมื่อเขาออกจากห้องเรียนไปเจอกับสภาพชีวิตจริง ทำให้เด็กเข้ากับโลกไม่ได้ ความรู้ที่เรียนในห้องเรียนไม่สามารถใช้ได้กับชีวิตจริงก็ได้ ที่สำคัญเด็กจะขาดทักษะการคิดในเชิงวิเคราะห์หรือ Critical thinking การคิดแก้ปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งปัญหาของชีวิตตัวเองด้วย ผมคิดว่านี่คือเป็นทักษะที่โลกในศตรวรรษที่ 21 ต้องการ เพราะว่าโลกสมัยนี้ ข้อมูลที่เป็น hard skill มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ความรู้หรือทฤษฎีที่เรียนในห้องเรียนเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว อาจมีการเปลี่ยนแปลงใหม่แล้วในปีนี้ แต่ถ้าผู้เรียนมีทักษะที่ชอบค้นคว้าหาความรู้เองหรือเรียนรู้ด้วยตนเองแล้ว เขาสามารถเข้าไปหาอ่านจากเว็ปไซด์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีอยู่มากมายในโลก cyber เพียงแต่ต้องมีทักษะการค้นเท่านั้น แต่ถ้าผู้เรียนมีทักษะที่เราเรียกว่า soft skills อันได้แก่การคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา การนำเสนอ การสื่อสาร การใช้ภาษาที่ถูกต้องแล้ว สิ่งเหล่านี้สามารถเป็นเครื่องมือของผู้เรียนที่พร้อมจะไปต่อยอดได้เสมอ ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ได้

ในคลิปนี้มีอยู่ตัวอย่างหนึ่งที่ผมชอบมากคือ  Rita เล่าว่ามีเด็กในห้องเธอทำแบบฝึกหัดได้แค่ 2 ข้อจาก 10 ข้อ แปลว่าทำผิดเสีย 8 ข้อ แต่ Rita ยังให้เครื่องหมายยิ้ม หรือ Smiling Face ให้เด็กคนนี้ จนเด็กมาถามเธอว่าทำไมเขาตกทำไม่ได้เลย แต่ได้เครื่องหมายยิ้มมาด้วย เธอตอบว่าอย่างน้อยคุณก็ทำได้ 2 ข้อ ดีกว่าที่ทำไม่ได้เลย ซึ่งคุณสามารถพัฒนาได้อีก หลาย ๆ ครั้งผู้สอนเริ่มหงุดหงิดกับผู้เรียนที่ทำคะแนนได้น้อย แต่ในที่ Rita ทำลงไปเป็นการมองโลกในแง่ดี เชื่อในศักยภาพของผู้เรียน และให้กำลังผู้เรียน ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับเราผู้สอนมาก ๆ เลย เมื่อผู้สอนให้กำลังใจขนาดนี้แล้ว เด็กก็มีใจกับผู้สอนมากขึ้น แถมยังเพิ่มกำลังใจที่จะเรียนรู้มากขึ้น ในทางตรงกันข้ามถ้า Rita ไปด่าเด็กคนนี้ ผลที่ตามจะเช่นไร ถ้าเด็กคิดได้จริง ๆ ถึงความบริสุทธิ์ใจของผู้สอนก็ดีไป แต่คิดว่ามีน้อยคนนักที่จะคิดได้เช่นนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะหนีออกห่างไปเลย ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายบั่นทอนลงไปเรื่อย ๆ ทำให้ทัศนคติของผู้เรียนเป็นไปในทิศทางลบมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลในระยะยาวต่อการเรียน เมื่อเด็กไม่ชอบผู้เรียนแล้ว ทำให้เขาไม่อยากเข้าเรียน ไม่อยากสนใจ และมีความคิดที่ไม่ดีต่อวิชาที่ผู้สอนสอนไปด้วย

สุดท้าย Rita จบลงด้วยประโยคที่ว่า We are born to make a difference.  เราในฐานะผู้สอนต้องคิดอยู่เสมอว่าเราต้องต้องความแตกต่างให้เกิดขึ้นให้ได้

บดินทร์

29 มกราคม 2557

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s