การจัดการความขัดแย้ง (Peer Mediation)

image

เช้าวันที่ 16 ธ.ค. 58 มีการบรรยายจากผู้พิพากษานพพร โพธิรังสิยากร (ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา) บรรยายเรื่องการจัดการความขัดแย้ง ปกติแล้วผมคุ้นกับชื่อภาษาอังกฤษว่า conflict management แต่วิทยากรใช้คำว่า peer mediation ผมได้ยินเป็นครั้งแรกในชีวิต ซึ่งท่านวิทยากรมีมุมมองที่น่าสนใจ นั่นคือเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นมาเมื่อไหร่แล้ว เราใช้กระบวนการของเพื่อนหรือ peer เป็นผู้ใกล่เกลี่ยหรือ mediator แค่นี้ก็น่าสนใจแล้ว

เรื่องการใช้ peer mediation ใช้ในบริบทของโรงเรียนหรือสถานศึกษา ที่เราใช้ความมหัศจรรย์ของเพื่อนที่มาช่วยกันแก้ไขปัญหากันเอง เรามาร่วมกันคิดบวก และจบลงด้วยความเข้าใจด้วยมิตรไมตรี

แนวคิดนี้ได้มาจากปรัชญาของ Aristotle จากหนังสือ The Art of Rhetoric  โดยมีหลักคิดว่าหากเกิดความขัดแย้งขึ้น สิ่งแรกที่สุดที่ต้องทำคือการเข้าหา และพูดกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่หลาย ๆ คนอาจทำไม่ได้ เพราะเมื่อเราเกิดปัญหาแล้ว เราจะหลีกเลี่ยงที่จะเจอหน้า ส่วนการพูดคุยนี้ยังไม่ต้องพูดถึงเลย แค่เห็นหน้ายังไม่อยากเจอกันเลย นั่นแสดงความการสร้างกำแพงที่เราไม่สามารถเข้าถึงการแก้ไขปัญหาเลย เราก็ได้แต่เดาความคิดหรือความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งอาจไม่ใช่ความจริงเลย เราคิดไปก็เข้าข้างตัวเอง เราไม่รู้ความจริงที่เกิดขึ้น ความเข้าใจจะไม่เกิดขึ้นเลย เพราะเราได้สร้างกำแพงสูงที่ไม่สามารถเข้าถึงได้เลย และกำแพงนี้ยิ่งนับวันก็ใหญ่ขึ้น สูงขึ้นเรื่อย ๆ

คำว่า “ความขัดแย้ง” ในภาษาจีน เป็นคำรวมของสองคำคือ “วิกฤติ” และ “โอกาส” เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมหมายความว่าทุกครั้งที่มีความขัดแย้งหรือวิกฤติในนั่นย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ พอมาถึงตรงนี้ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์ที่นักศึกษาม.อ.คนหนึ่งที่ประสบอุบัติเหตุขับรถโชเล่ย์ไปชนชาวบ้านคนหนึ่งแขนหัก และชนรถยนต์เขาด้วย ในช่วงระหว่างที่เดินพาเหรดงาน Freshy Games จากเหตุการณ์นี้นักศึกษาคนนี้ต้องจ่ายเงินเบ็ดเสร็จแล้วแสนบาท ต้องขึ้นศาลด้วย จากเหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นวิกฤติและปัญหา แต่เมื่อทุกฝ่ายโดยเฉพาะทีมงานจากกองกิจฯ ตั้งสติมาพูดคุยกัน ปรึกษาหารือกัน มีทางออกด้วยการจัดงานเลี้ยงน้ำชา เรี่ยไรเงินมาช่วยนักศึกษาคนนี้ มีทั้งนักศึกษาและบุคลากรอาจารย์หรือบุคคลภายนอกมากินน้ำชา ทำให้เกิดความรู้สึกความเป็นหนึ่งเดียวของสงขลานครินทร์ เห็นความสามัคคีของสมาชิกในองค์กรเรา นั่นคือโอกาสได้เกิดขึ้นแล้ว ผมดูเหตุการณ์นี้แล้วเราชาวกองกิจฯ กล้าที่จะเผชิญความจริง เอาเรื่องนี้มาพูดมาคุยกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันหาทางแก้ปัญหา ท่ามกลางความขัดแย้งหรือปัญหา ย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ  “I see opportunity in danger.” จากคำพูดของภาพยนต์เรื่อง  Law and Order: Country Crossover

 

กินเนื้อหรือกินเปลือกทุเรียน

ตัวอย่างที่วิทยากรยกมาน่าสนใจมาก การแก้ปัญหาในชีวิตหรือความขัดแย้งนั้นเหมือนกับที่เรากินทุเรียน เวลาเราแกะเปลือกทุเรียนเราต้องการกินเนื้อทุเรียน เราไม่กินเปลือกทุเรียนที่เป็นหนามแน่นอน ทุกครั้งที่เราเผชิญปัญหาแล้ว ขอให้เราแยกแยะว่าอะไรคือสาระจำเป็น กับอะไรคือเปลือก เราอย่ากินทุเรียนพร้อมเปลือก metaphor นี้ผมชอบมากเลย และคิดว่าสามารถเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้ ไม่เฉพาะเรื่องการทำงานเท่านั้น ปกติมนุษย์เราเวลาเจอปัญหาหรือเผชิญความยุ่งยากลำบากเราจะไม่สามารถแยกแยะว่าอะไรคือเปลือกและอะไรคือสาระ ความโลภ โกรธ หลง มาบังหน้าเราที่บางครั้งไม่สามารถแยกแยะเปลือกทุเรียนกับเนื้อทุเรียน

เวลาเราทะเลาะกันวิธีที่ดีที่สุดคือการพูดคุยเจรจา

ชีวิตของความเป็นมนุษย์เราต้องการอะไร นั่นคือเราต้องการศัตรูหรือมิตร เวลาเรารักชอบพอกันอย่างความรักหนุ่มสาวเกิดจากอารมณ์ความรู้สึก เป็นเรื่องของหัวใจมากกว่าเรื่องของสติปัญญา แต่ทำอย่างไรดีเมื่อคนเราหมดอารมณ์หรือความรู้สึกนั้น เรื่องของเหตุผลหรือสติปัญญาเป็นเรื่องที่เป็นสาระและตัวที่สามารถหล่อหลอมตัวเราได้ดีที่สุด เหตุผลเป็นสาระสำคัญของชีวิต เข้าใจนั่นแหละเมื่อหนุ่มสาวตอนที่จีบกันเหตุผลไม่ค่อยจะมีกันสักเท่าไหร่

ความรักเหมือนดอกกุหลาบ

ทำไมคำโบราณชอบเปรียบความรักเหมือนดอกกุหลาบ เมื่อเราเห็นดอกกุหลาบเราจะไปหยิบทันทีไม่ได้ เพราะมีหนามรอบ ๆ กลีบกุหลาบ เราต้องค่อย ๆ หยิบกุหลาบดอกนั้น การที่จะได้เข้าถึงกลีบกุหลาบได้ต้องผ่านหนามหรือปัญหาอุปสรรค

สำนึก –> เยียวยา –>สำนึกผิด –>ให้ยอมรับเยียวยา –> ให้อภัย

ทฤษฏีข้าวผัด

คนเราเมื่อเจอปัญหาความขัดแย้งเรื่องอะไรก็ตาม เราต้องถามตัวเราเองว่าเราต้องการอะไรกันแน่ ย้ำว่า “ความต้องการ” ของเราจริง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเลยนะ ซึ่งเหมือนเราผัดข้าว เมื่อความต้องการเราได้มาแล้วหรือเราผัดข้าวเสร็จแล้ว ก็น่าจะจบหรือยกออกจากเตาได้เลย แต่หลายครั้งเราไม่ยอมจบ เอาเรื่องอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้เรื่องที่ปัญหามันไม่ยอมจบง่าย ๆ ลากไปเป็นเรื่องอื่นด้วย ก็ทำให้เรื่องราวหรือปัญหายากยาวไปอีก เหมือนกับข้าวผัดที่สุกแล้ว แต่เราไม่ยอมยกขึ้นจากเตา ทำให้ข้าวผัดนั้นไหม้ไปเลย โอนทิ้งอย่างเดียว ปัญหาก็ไม่ได้ถูกแก้ เพราะเราไม่ยอมหยุดเมื่อสิ่งที่เรา “ต้องการ” ได้มาแล้ว เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากเลยที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตจริงของเราได้ด้วย โดยเฉพาะเรื่องทะเลาะภายในครอบครัว เรื่องของสามีภรรยาที่มีปากเสียง นึกถึงทฤษฎีข้าวผัด

 

ฟังการบรรยายในวันนี้รู้สึกได้เลยว่าคุ้มจริง ๆ ได้สาระมากด้านการจัดการความขัดแย้ง มีวิธีคิดดี ๆ มุมมองของการมองโลกที่หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และถ้าเกิดความขัดแย้งแล้ว เรามีทฤษฎีอย่างไรบ้าง แต่ในเรื่องการปฏิบัติจริงนั้นต้องค่อย ๆ นำมาใช้ มันอาจใช้ทั้งหมดไม่ได้ เพราะการเปลียนวิธีคิดเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดของเราก่อน มองโลกในแง่ดีให้มาก ตลอดการบรรยายของอาจารย์มีมุขให้เรามีเสียงหัวเราะตลอดเวลาบรรยาย 3 ชั่วโมงที่ไม่เบื่อเลย

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s