Online education มิติใหม่ของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

ผมติดตาม Prof. Dr. Daphne Koller บรรยายมาหลายครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่อาจารย์จะพูดถึงเรื่องการเรียนการสอนแบบออนไลน์ และในคลิปที่ผมนำมาลิงค์ในวันนี้ก็เหมือนกัน ผมคิดว่ากระบวนการเรียนการสอนของโลกในยุคใหม่เริ่มเปลี่ยนรูปแบบหรือช่องทางใหม่ ที่สามารถทำให้ผู้เรียนเข้าถึงการเรียนการสอนได้ง่ายขึ้น อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอินเทอร์เน็ต

อาจารย์ท่านนี้ได้เริ่มอธิบายชีวิตในวัยเด็กที่ต้องติดตามพ่อแม่ในอยู่ตามห้องแล็ปเพราะเติบโตมาจากครอบครัวการศึกษา เขาคิดว่าเขาได้รับโอกาสมากที่เข้าถึงการศึกษาที่ดี เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยดี ๆ ของโลก เพราะสิ่งแวดล้อมทุกอย่างเอื้อให้เขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว การใช้ชีวิตประจำวันของเธอ ขณะเดียวกันเธอยังบอกด้วยว่า ในโลกใบนี้มีคนอีกทั้งกี่ร้อยล้านคนที่ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาที่ดีได้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลด้านปัจจัยการเงิน ความพร้อมของครอบครัว ซึ่งเราจะเห็นชัดในทวีปแอฟริกา มีคนอีกจำนวนมากไม่สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาได้เลย เธอยกตัวอย่างที่มหาวิทยาลัยแอฟริกาใต้ที่ Johannesburg ว่าที่นี่การจัดการศึกษาเริ่มจากสมัยที่มีการแบ่งแยกสีผิวหรือนโยบาย Apartheid ระหว่างชนผิวขาวกับคนผิวดำ คนผิวดำซึ่งมีเป็นจำนวนมากต้องการเข้าเรียน แต่ระบบไม่เอื้อให้พวกเขา เราจะเห็นในภาพที่อาจารย์นำมาโชว์ว่ามีคนผิวดำรอเข้าคิวเพื่อลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัยนี้ เมื่อประตูมหาวิทยาลัยถูกเปิด ทำให้เกิดการเหยียบกันตายขึ้นบริเวณหน้าประตูมหาวิทยาลัย บ้านเมืองเขาต้องดิ้นรนมากขนาดนั้น ผมคิดว่าประเทศไทยเราโชคดีกว่าตั้งเยอะที่ไม่ต้องมีการแข่งขันกันขนาดนั้น โอกาสนั้นมีง่ายกว่า

ขณะเดียวกันอีกซีกโลกหนึ่งอย่างสหรัฐอเมริกา ที่มีความเชื่อว่าทุกคนต้องได้รับการศึกษา  โอกาสที่แต่คนอเมริกันจะเข้าถึงการศึกษาได้ง่ายกว่าเยอะ แต่ตามสถิติที่อาจารย์ชี้ให้เราเห็นว่า อัตราค่าเล่าเรียนยิ่งเพิ่มสูงขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะสูงมากขึ้นตามลำดับด้วย แต่ที่โชคดีหน่อยที่คนอเมริกันสามารถจ่ายได้ เพราะรายได้คนอเมริกันสูงกว่าคนไทยเราเยอะ จึงไม่ค่อยมีปัญหาสักเท่าไหร่ ถ้าเป็นเมืองไทยคงลำบากแน่ จากสถิติตลาดแรงงานในอเมริกา ประมาณ 55.6% ต้องการคนที่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเข้าทำงาน ถ้าคนที่ไม่ได้จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยคงหางานยากหน่อย

เพื่อเป็นการให้ผู้ที่อยากเรียนได้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น อาจารย์และเพื่อน ๆ ที่สอนที่ Stanford University รวมทั้งมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอื่นอีก 3 แห่ง ร่วมกันคิดรูปแบบการเรียนผ่านระบบออนไลน์ขึ้นมา มีเนื้อหาวิชาให้เลือกมากมาย สอนโดยศาสตราจารย์ที่มีชื่อเสียง  ที่น่าทึ่งมากคือตั้งเปิดเว็ปไซด์การเรียนออนไลน์แบบไม่มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้หรือเกือบหนึ่งปี มีผู้เรียนแล้วทั้งหมด 6 แสนสี่หมื่นกว่าคน จาก 190 ประเทศทั่วโลก ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยทั่ว ๆ ไปเราคงต้องใช้เวลาสอนนานเป็นสิบ ๆ ปีกว่าจะสอนผู้เรียนมากขนาดนี้ได้ และที่สำคัญรัฐบาลคงต้องลงทุนมีรู้ว่าอีกตั้งเท่าไหร่ในการสร้างจ้างอาจารย์สอน สร้างตึกเรียน เป็นต้น ผู้เรียนมีหลากหลายอาชีพ อายุ หรือความสนใจ

เมื่อเนื้อหาถูกโพสต์ขึ้นไปในระบบผู้เรียนหาเวลาตอนไหนก็ได้จากที่ไหนก็ได้ในโลกนี้ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ดาวโหลดลงมาอ่าน ทำแบบฝึกหัด ส่งการบ้าน ถามอาจารย์ ปรึกษาเพื่อนร่วมห้องเรียนซึ่งไม่รู้ว่ามาจากประเทศไหนกันบ้าง และเมื่อจบหลักสูตรแล้วผู้เรียนจะได้รับวุฒิบัตร และสามารถนำไปสมัครงานตามที่แต่ละคนคาดหวังไว้ต่อไป

สิ่งที่ผมชอบมากอีกข้อหนึ่งคือ อาจารย์ท่านนี้อธิบายว่าในเนื้อหาแต่ละเรื่องมีคำอธิบายในระดับต่าง ๆ เช่นถ้าผู้เรียนต้องการคำอธิบายที่ละเอียดขึ้นก็สามารถดาวโหลดเนื้อหาเชิงละเอียด ซึ่งเหมาะสำหรับผู้เรียนที่ไม่มีพื้นฐานในรายวิชานั้น ๆ แต่ถ้าผู้เรียนพอมีพื้นฐานอยู่บ้างแล้ว และไม่อยากเสียเวลาอีก ก็สามารถข้ามได้ เพราะเรื่อง One size fits all ที่อาจารย์สอนในระดับเดียวกับผู้เรียนที่มีพื้นฐานในระดับต่างกันทำให้ผู้เรียนอีกหลายคนเรียนไม่ทันเพื่อน ทำให้ไม่อยากเรียนในที่สุดก็ได้

ผมเข้าใจว่าตรงใจอีกหลาย ๆ คนรวมถึงผมด้วยก็คือว่า การชมคลิปนั้นไม่ใช่ผู้เรียนชมเพียงอย่างเดียว บางครั้งเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง แล้วบางจังหวะของเนื้อหาเราไม่เข้าใจแล้วจะทำอย่างไร แต่ระบบที่เขาสร้างขึ้นมา ผู้เรียนสามารถ pause หรือหยุดได้ และสามารถสอบถามข้อสงสัยได้เป็นจังหวะ ๆ และมีคำถามจากผู้สอนสอบถามเนื้อหาเป็นช่วง ๆ เมื่อผู้เรียนพิมพ์ตอบ สามารถทราบได้ทันทีว่าคำตอบนั้นผิดหรือถูก เพราะจะมีข้อความบอกว่าผิดหรือถูกทันที ผมว่าวิเศษมาก ๆ ทีเดียว คนที่คิดระบบนี้ต้องเก่งมาก

หลายคนอาจถามว่าแล้วตรวจงานแบบฝึกหัด quizzes กันอย่างไร ถ้ามีผู้เรียนมีมากถึง 1 แสนคนต่อรายวิชาในคราวเดียวกัน ถ้าเป็นการเรียนแบบปกติ สงสัยเราคงต้องใช้ TA เป็นร้อยเป็นหมื่นแน่ แต่ระบบที่ Stanford University ได้ออกแบบด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ต้องใช้คนเลย ทุกอย่างระบบจะทำให้หมด ไม่ว่าคำถามจะเป็นแบบใดก็ตาม ลองดูตัวอย่างที่อาจารย์ท่านนี้นำมาให้เราดูก็ได้ ผมก็สงสัยเหมือนกันว่าเรารายวิชาด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ อย่างที่ผมทำงานอยู่ในขณะนี้ว่า ข้อสอบคงไม่ใช่เป็น multiple choice แน่ ต้องเป็นในลักษณะที่แบบปรนัยหรือเขียน เพื่อต้องการทราบการคิดเชิงวิเคราะห์ในเชิงลึกขึ้น  แล้วจะทำอย่างไรหล่ะ อาจารย์อธิบายว่าเขาใช้วิธีให้ผู้เรียนด้วยกันตรวจซึ่งกันและกัน หรือ Peer Grading และคะแนนที่ออกมาเหมือนอย่างที่ประกฎให้กราฟที่เขาโชว์ให้ดูว่ามีความน่าเชื่อถือมากขนาดไหน เมื่อเทียบกันคะแนนที่เทียบกับผู้สอนตรวจ ผลที่ออกมาไม่ต่างกันเลย ผู้เรียนแต่ละคนไม่รู้จักกัน แนวโน้มที่ช่วยเหลือกันก็น่าจะน้อยมาก

ผู้เรียนเองก็สามารถโฟต์คำถามเพื่อให้ผู้เรียนอื่น ๆ ตอบได้เช่นกัน บางครั้งได้คำตอบทันทีทันใด เพราะเวลาที่ต่างกันบนโลก บางที่ทำงานกลางคืนแต่บางทีทำงานกลางวัน ห้องเรียนไม่มีการนอนหรือนิ่งเหมือนการเรียนแบบปกติทั่วไป

ในหลายโอกาสผู้เรียนแต่ละประเทศสามารถรวมตัวกัน เพื่อการเรียนออนไลน์ที่สามารถโต้ตอบกับผู้เรียนแบบสด ๆ ได้เลย แต่ต้องนัดเวลาที่ตรงกัน

อาจารย์ได้อธิบายความเข้าใจเนื้อหาของผู้เรียนผ่านการเรียนแบบ lecture หรืออาจาย์พูดหรืออธิบายอย่างเดียว นักศึกษานั่งฟังและจดบันทึก ผลความสำเร็จน้อยเมื่อเทียบการเรียนแบบการโต้ตอบกัน ถ้าอาจารย์มา lecture ในห้องเป็นการอธิบายครั้งเดียวจบ ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่สามารถฟังได้อีกแล้ว แต่ในระบบออนไลน์ผู้เรียนสามารถเข้ามาฟังกี่รอบก็ได้ถ้าต้องการ

สุดท้ายเธอสรุปว่าการเรียนแบบใหม่นี้สามารถตอบโจทย์ 3 เรื่องด้วยกัน

1.  การเรียนไม่ต้องจำกัดว่าผู้เรียนจะอยู่ส่วนใหนในโลก เป็นการเรียนตามปรัชญาที่ว่า Education for all ทุกคนสามารถเรียนรู้กันได้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เรียน ของครอบครัว และสังคมต่อไป

2 การศึกษาแบบ lifelong learning หรือการเรียนแบบตลอดชีวิต เพราะเราสามารถเรียนเมื่อไหรก็ได้ ถ้าเราต้องการ

3. เราคงไม่สามารถที่หลีกหนีจากเทคโนโลยีสมัยใหม่นี้ได้ ต้องยอมรับพัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งเธอจบด้วยคำว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะไม่มีไอล์สไตน์หรือ Steve Jobs อีกในโลกใบนี้

ไม่ทราบว่ามีความคิดเห็นเป็นอย่างไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ โลกเราขณะนี้หมุนไปไกล และเร็วมากแล้ว มีหลายอย่างที่เราคิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่หลายอย่างได้ตอบข้อสงสัยของเราไปแล้วว่ามันเกิดขึ้นได้จริง เราต้องมองโลกในกรอบใหม่หรือ paradigm shift ได้แล้ว

บดินทร์

31 มกราคม 2557

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s