ดูงานที่ ม.แม่โจ้ และมช.

การได้ศึกษาดูงานถือว่าเป็นทำ KM หรือการแลกเปลี่ยนรู้ประสบการณ์อีกทางหนึ่งได้เป็นอย่างดี ผมได้ฝ่ายไอที บริการวิชาการ และวิเทศสัมพันธ์ (แต่คุณนุสราไม่ได้ไปด้วย เพราะกำลังตั้งครรภ์อ่อน ๆ เลยไม่ได้ไปด้วย) ได้เดินทางไปยังมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยใหญ่ทางตอนเหนือของไทย เราเดินทางด้วยกัน 8 ชีวิต ในช่วงที่มีอากาศเย็น / หนาว ทีมงานของเราได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนเรื่องราวมากมายพอสมควร แต่มีบางประเด็นที่ต้องการนำบันทึกที่ตรงนี้ เพื่อจะได้เปิดเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อไปได้

1. การทำงานในระดับการบริหารต้องมีการวางแผนยุทธศาสตร์องค์กรที่ชัดเจน และพยายามให้สมาชิกในองค์กรเข้าใจ ตลอดจนต้องสร้างแผนการปฏิบัติงานที่สามารถรองรับแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้ เท่าที่ได้พูดคุยกับระดับปฏิบัติการของทั้งสองมหาวิทยาลัย มีลักษณะที่ใกล้เคียงกันก็คือ รับนโยบายระดับมหาวิทยาลัย นั่นคือนโยบายของท่านอธิการบดี ทุกกิจกรรมต้องตอบสนองนโยบายสุงสุดขององค์กร โดยมีการสร้างระบบไอทีรองรับที่ชัดเจน กิจกรรมทุกอย่างต้องสอดรับการนโยบาย หรือแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น ทำให้องค์กรมีความเป็นเอกภาพ และเดินทางไปในทิศทางที่ชัดเจน ในเมื่อมีเป้าหมายที่ชัด ระบบพร้อม การเดินทางไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ไม่น่่าจะยาก ที่สิ่งที่ชอบมากคือ นอกจากมีนโยบายที่ชัดเจนจากผู้บริหารสูงสุดแล้ว การจัดทำระบบที่รองรับการบริหารจัดการก็ดีมากด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่าง นโยบายของท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ต้องการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นพลังการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย เพื่อสนับสนุนทุกการทำงาน และอีกข้อหนึ่งคือการสร้างความพร้อมด้านการพัฒนาภาษาอังกฤษให้กับนักศึกษา ตลอดจนบุคลากร ซึ่งผมคิดว่ามันสอดรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในขณะนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การทำงานในทุกระดับ โดยเฉพาะในระดับปฏิบัติการ ที่กิจกรรมต่าง ๆ ต้องสนองตอบทั้งสองเรื่องนี้ให้ได้

2. ประเด็นการบริหารจัดการเรื่องไอที นอกจากความรู้ความสามารถของเจ้าหน้าที่ทุกคนแล้ว ยังเป็นเรื่องการลงทุน ทั้งสองมหาวิทยาลัยได้ลงทุนสำหรับการนี้สูงมาก เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ลงทุนสร้างสตูดิโอสำหรับการบันทึกภาพ เพื่อประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยใช้เม็ดเงินค่อนข้างมาก โดยใช้เงินไป 27 ล้าน มีระบบกล้อง ไฟ และการบันทึกที่เป็นมืออาชีพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็เช่นกัน ระบบเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งมหาวิทยาลัย 4 ปีครั้ง ๆ ละ เป็นพันตัว ห้อง admin มีระบบการดูแลความปลอดภัยอย่างดี ทั้งหมดนี้ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนมหาศาล แต่เมื่อเป็นนโยบายระดับสูงสุดแล้ว ทุกอย่างต้องเดินไปตามนั้น

3. การทำงานด้านบริการวิชาการ และวิเทศสัมพันธ์ระดับคณะ ผมได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับรองคณบดีฝ่ายวิจัย และบริการวิชาการ (ผศ.สุรเชษฐ์ ครัดทัพ) ซึ่งเป็นอาจารย์จากภาควิชาภาษาอังกฤษเหมือนกันกับผม และหัวหน้างานบริหารงานวิจัย บริการวิชาการ และวิเทศสัมพันธ์ (คุณกฏษฏิ์ กาญจนกิตติ) และทีมงานของคุณกิตติอีก 2 ท่าน ทราบว่าการบริหารจัดการด้านงานวิจัย บริการวิชาการ และวิเทศสัมพันธ์ เป็นการทำงานที่ศูนย์รวมระดับคณะมากกว่าที่จะมอบหมายให้ระดับภาควิชาดูแล ได้เห็นถึงข้อดีของการทำงานในลักษณะนี้หลายอย่าง เช่นคณะสามารถดูแลโครงการบริการวิชาการทั้งหมดได้ และได้ผนวกเรื่องวิเทศสัมพันธ์ เข้ากับการบริการวิชาการได้ด้วย เช่น เมื่อมีชาวต่างชาติมาที่มช. เขาก็นำชาวต่างชาติลงพื้นที่ในการช่วยสอนภาษาอังกฤษ หรือภาษาอื่น ๆ ที่ชุมชนต้องการ ถือว่าเป็นเรื่องการบริการวิชาการให้แก่ชุมชนได้เช่นเดียวกัน ส่วนเรื่องการนำโครงการบริการวิชาการบูรณการเข้ากับการเรียนการสอน และการวิจัยนั้น มช.ก็ต้องเร่งทำในเรื่องนี้เหมือนกัน เพราะต้องเป็นไปตามองค์ประกอบที่ต้องรายงาน กรณีที่ผมสนใจก็คือ โครงการบริการวิชาการแต่ละโครงการ ให้อาจารย์ที่รับผิดชอบโครงการต้องนำนักศึกษาที่ตัวเองสอนในบางรายวิชา (ต้องการมีเขียนใน course syllabus ด้วย) ลงพื้นที่ทำกิจกรรมด้วยกันกับชุมชน เสร้จแล้วอาจารย์ให้นักศึกษาเขียนเป็นรายงาน หรือการถอดบทเรียนจากการที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างไรบ้าง ผมถือว่าไอเดียร์นี้เจ๋งมากเลย เราน่าจะนำมาประยุกต์ใช้บ้าง

บดินทร์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s