ขรก.5 มหา’ลัยดังตบเท้าร้อง “พงศ์เทพ” ขอเงินเดือนเท่าครูประถ

ขรก.5 มหา’ลัย ร้อง “พงศ์เทพ” ดูแลเพิ่มเงินเดือนเท่าครูประถม ชี้ นโยบายลดกำลังคนรัฐ ทำให้กลุ่มมหา’ลัยมุ่งรับแต่พนักงานเท่านั้น ขณะที่การปรับเงินเดือน ขรก.ที่ผ่านมา ไม่รวมถึง ขรก.มหา’ลัย จวก สกอ.ไม่ดูแลทั้งที่รู้ปัญหาทำอาจารย์เสียขวัญ หนีซบ สพฐ.วันนี้ (3 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มตัวแทนข้าราชการอาจารย์ และเจ้าหน้าที่สังกัดมหาวิทยาลัย จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) มหาวิทยาลัยรามคำแหง (ม.ร.) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ประสานมิตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือพร้อมรายชื่ออาจารย์ที่ร่วมสนับสนุนการเรียกร้องขอให้ปรับเงินเดือนของข้าราชการอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ให้เท่ากับครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต่อ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)
ภาพประกอบข่าวจากอินเทอร์เน็ต

โดยนายสุรศักดิ์ อมรรัตนศักดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาการประเมินและการวิจัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง (ม.ร.) ในฐานะตัวแทนข้าราชการอาจารย์ฯ กล่าวว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้ปรับเงินเดือนครู เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่ง ไป 8% เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2553 รวมทั้งปรับอีก 5% ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัด สพฐ.ได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนถึง 13% ซึ่งการปรับขึ้นเงินพิเศษดังกล่าวไม่รวมบุคลากรทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษาไปด้วย ทำให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยได้รับเงินเดือนน้อยกว่าครูสังกัด สพฐ.อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งความเหลื่อมล้ำเช่นนี้ ทำให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยขาดขวัญกำลังใจ

นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2555 ที่ผ่านมาครม.ยังมีมติเห็นชอบร่าง ก.ค.ศ.ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ขึ้นเงินเดือนถึงขั้นสูงของอันดับ คศ.2 คศ.3 หรือ คศ.4 ได้รับการเลื่อนเงินเดือนต่อไปได้โดยให้ปรับเงินเดือนต่อไปอีกหนึ่งขั้น จึงทำให้ข้าราชการครูไม่ประสบปัญหาเงินเดือนตัน แต่มติดังกล่าวไม่ได้รวมข้าราชการในมหาวิทยาลัยเช่นกัน ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับข้าราชการในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ จึงขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ให้ความเป็นธรรม โดยจัดทำแท่งเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาให้เป็นเอกเทศ ไม่ต้องอิงกับแท่งเงินเดือนของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หรืออย่างน้อยขอให้ปรับเงินเดือนอาจารย์ให้ได้รับไม่น้อยกว่าครูระดับประถม เพื่อสร้างแรงจูงใจซึ่งความแตกต่างระหว่างเงินเดือนอาจารย์ในมหาวิทยาลัย และครูสังกัด สพฐ.อยู่ที่ 2,700 บาท โดยประมาณ

“เรื่องนี้ถือว่าส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก ประกอบกับข้าราชการในมหาวิทยาลัยถือเป็นคนกลุ่มน้อย เพราะนโยบายการลดอัตรากำลังพลภาครัฐ ทำให้บุคลากรในมหาวิทยาลัยช่วงหลังจะบรรจุในตำแหน่งพนักงานมหาวิทยาลัยเกือบทั้งหมด ดังนั้น กลุ่มอาจารย์ที่เป็นข้าราชการในมหาวิทยาลัยจึงถูกละเลย และขณะยังพบว่าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยในมหาวิทยาลัยหลายคนพยายามตะเกียกตะกาย ไปสอบบรรจุเป็นครูประถมเพราะเงินเดือนดีกว่า ต่างจากเดิมที่เมื่อก่อนครู สพฐ.จะพยายามมาสอบเป็นอาจารย์ ขณะที่หน่วยงานตนสังกัดอย่างสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ก็ละเลย ทั้งที่เคยออกมายอมรับว่าความเหลื่อมล้ำดังกล่าวเป็นเรื่องจริง” นายสุรศักดิ์ กล่าว

จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000000844

ความคิดเห็นข้างล่างนี้ก็น่าสนใจ เลยเอามาด้วย

เห็นหัวข้อข่าวแล้วต้องรีบเข้ามาพูดบ้าง…
ในมหาวิทยาลัยขนาดเล็กได้เกิดปรากฏการณ์นี้มาหลายปีแล้ว คือตอนเปิดภาคเรียน ภาควิชาต่าง ๆ มีการจัดงานเลี้ยงอาจารย์สัญญาจ้างที่สอบบรรจุได้เป็นครูประถม หรือครูมัธยม ครูอนุบาล ซึ่งเป็นเรื่องตรงข้ามกับในอดีตก่อนประกาศใช้พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ในสมัยก่อน โรงเรียนมัธยมจะต้องเลี้ยงส่งครูที่จบปริญญาโทแล้วมักจะโอนย้ายไปสอนในวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัย….อะไรทำให้อาจารย์มหาวิทยาลัยต้องออกไปสอบเป็นครูสังกัดการสึกษาขั้นพื้นฐาน…ก็เพราะว่าตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ กำหนดให้ผู้สอนการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็น “ครู” และยกฐานะให้ครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ที่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ เช่นเดียวกับหมอ พยาบาล ฯลฯ แล้วต้องมีกฏหมายครูและบุคลากรทางการศึกษา ขึ้นมาเพื่อกำหนดอัตราเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการพลเรือนทั่วไป มีบัญชีเงินเดือนแยกออกไปจากข้าราชการพลเรือนสามัญในอัตราที่สูงกว่า….สมัยนั้นคนที่เป็นครูอยู่แล้วก็ได้รับแจกใบประกอบวิชาชีพครูโดยไม่ต้องสอบอะไร…..สรุปความว่าองค์กรครูประถม มัธยมเป้นคนกลุ่มใหญ่ มีปากมีเสียง และมีผลต่อคะแนนเสียงของรัฐบาลมาทุกสมัย สามารถผลักดันให้มีบัญชีเงินเดือนที่สูงกว่าข้าราชการพลเรือนอื่นได้

…ส่วนผู้สอนในมหาวิทยาลัย นั้น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ “ไม่นับ” ว่าเป็น “ครู” แต่เรียกว่าอาจารย์ ดังนั้นถ้าจะพูดว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ใช่วิชาชีพชั้นสูงคงไม่ผิด สถานภาพในความเป็นผู้สอนต่ำกว่าครู เงินเดือนจึงไม่สูงเท่าครูสอนอนุบาลและประถมศึกษา …..ความแตกต่างของศักดิ์และสิทธิ์ที่เห็นชัดคือ ครูสอนอนุบาล ประถม และมัธยม ระดับ คศ. 2 (ชำนาญการ) หรือ ซี 7 จะได้รับเดือนละ 3500 บาท ในขณะที่อาจารย์มหาวิทยาลัยระดับ 7 ที่ยังไม่ได้ตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จะไม่ได้รับค่าตอบแทน 3500 บาท…อาจารย์กลุ่มนี้มีจำนวนมากพอสมควร แต่กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ดูแลใดๆ เพราะอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นคนกลุ่มน้อย ไม่มีการเรียกร้องใด ๆ ไม่มีพลังในการเรียกร้อง และจำนวนมากที่ไม่ทราบว่าครูประถมซี 7 เขาได้ค่าตอบแทน 3500 บาท….นี่คือความแตกต่างระหว่างครู กับอาจารย์ …ที่น่าตลกก็คืออาจารย์เก่งๆ หลายคนที่สอนในคณะครุศาสตร์ ให้ลูกศิษย์ได้เข้าสู่วิชาชีพชั้นสูงคือเป็นครู แต่ผู้สอนอยู่ในสถานะที่ไม่ใช่วิชาชีพชั้นสูง มันอะไรกัน …เท่าที่เห็นมา คนที่สอนแพทย์ก็เป็นแพทย์ คนที่สอนวิศวกรก็เป็นวิศวกร คนสอนเภสัชกรก็เป็นเภสัชกร ล้วนแต่เป็นวิชาชีพชั้นสูงด้วยกัน แต่คนสอนครูเป็นแค่อาจารย์ (ที่ไม่มีกฏหมายรับรองว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูง)
….แต่เอาเถอะ เมื่อสิบปีก่อนอาจารย์มหาวิทยาลัยไม่มีงานจุกจิกหนักหนาเท่าครูประถม เช่นว่าไม่ต้องทำ สมุดรบ. ไม่ต้องทำสมุดพกประจำตัวนักเรียน ไม่ต้องยืนหน้าประตูเช้าเย็น ไม่ต้องเยี่ยมบ้าน ดังนั้นรัฐไม่ให้ค่าตอบแทน 3500 บาทเหมือนครูประถมก็ยังพอยอมรับได้ แต่ปัจจุบัน ไม่น่าเชื่อว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยถูก กพอ.กำหนดภารกิจให้มากกว่าครูประถมเสียอีก และทำงานกับนักศึกละเอียดเหมือนครูประถม …เช่นว่า
-ต้องทำโครงการสอน รายงานผลการสอนหลายรายการ ที่เรียกว่า มคอ. 3, 5, 6
-ต้องสอนแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ต้องจัดกิจกรรมกลุ่ม ต้องนำนักศึกษาไปทัศนศึกษาดูงาน
-ต้องทำวิจัยในชั้นเรียนอย่างน้อยเทอมละ 1 เรื่อง ไม่ต่างจากประถม มัธยม ดังนั้นจึงมีชิ้นงานที่ต้องตรวจมากมาย และงานของผู้ใหญ่ย่อมหนักกว่างานของเด็กๆ
-อาจารย์บางคนที่สอนวิชาศึกษาทั่วไป ต้องสอนนักศึกษา 500 คนต่อภาคเรียน ตรวจงานและข้อสอบ มากกว่า 5 พันหน้าต่อเทอม
– ต้องสอนไม่ต่ำกว่า 12 คาบต่อสัปดาห์
– ต้องทำวิจัยหรือเขียนตำรา/เอกสารทุกเทอม
– ต้องทำงานพัฒนานักศึกษา ทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรม
– ต้องบริการวิชาการแก่ชุมชนในลักษณะบูรณาการกับการสอนและการวิจัย
-ต้องทำงานกิจกรรมพิเศษอื่น ๆ เช่นโครงการในโอกาสพิเศษ งานสำคัญประจำปีของมหาวิทยาลัย
งานมากขึ้นคล้ายกับงานของครูการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่ระดับอุดมศึกษาต้องทำยาก ทำใหญ่กว่าเพราะผู้เรียนเป็นผู้ใหญ่ งานวิจัยก็ต้องตีพิมพ์ นำเสนอระดับชาติ /นานาชาติ

ระบบการประเมินผลการปฏิบัติงาน คิดเป็นร้อยละ อย่างยิบย่อยจากงานเหล่านี้ อาจารย์จำนวนมาก ได้ร้อยละ 2 กว่า ๆ เพราะเกณฑ์ที่เขาตั้งไว้นั้นสูงมาก อาจารย์ระดับ 7 ได้ขึ้นเงินเดือน 500-700 บาทต่อครั้ง และไม่ได้รับค่าตอบแทน 3500 บาทเหมือนครูผู้สอนระดับอนุบาลและประถมศึกษา…

เดี๋ยวนี้จึงเกิดสมองไหลจากมหาวิทยาลัยไปโรงเรียนอนุบาลหรือโรงเรียนประถม…และเป็นเรื่องที่ไม่แปลกแต่ประการใดด้วยเหตุผลที่กล่าวมา พยายามบอกลูกหลานว่าถ้าคิดจำทำอาชีพสอนคน ให้รู้ว่าครูสอนอนุบาล ประถม มัธยม มีศักดิ์และสิทธิ์มากกว่า สูงกว่าอาจารย์มหาวิทยาลัย

เรื่องค่าตอบแทน ได้ทราบว่าข้าราชการพลเรือนสามัญในบางหน่วยงานเขามีการทำ MOU หรือ TOR เช่นกัน แต่พอประเมินจริงเขาก็ไม่เอาผลจากการทำงาน ประเมินแต่ละรอบ แต่ละคนก็ได้คะแนน ร้อยละ 3 ขึ้นไปทั้งนั้น ส่วนข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยช่างซื่อตรง สร้างกฏเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อจำกัดสิทธิ์ตัวเอง ในขณะที่คนหน่วยงานอื่นเขาไม่ทำ แม้แต่ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่ต่างคณะ ก็กำหนดเกณฑ์ไม่เหมือนกัน ในบางคณะ บางคนบอกว่าตัวเขาไม่ได้ทำอะไรมากเลย ได้ ร้อยละ 3 กว่า แต่บางคนในอีกคณะหนึ่ง คนมองว่าทำงานมาก แต่ได้คะแนนน้อย ….ทุกวันนี้จึงเกิดการสร้างงานเทียมๆขึ้นมาเพื่อให้ได้คะแนนสูงๆ …จะทำไงได้ในเมื่อ 3500 ก็ไม่มีสิทธิ์เหมือน”ครู” ชาวบ้านยังเข้าใจว่าอาจารย์สูงกว่าครูอยู่ทั้งนั้น …ยังอยากให้ลูกหลานเป็นอาจารย์ แต่พอเข้ามาทำงานไม่นานต้องลาออกไปสอบเป็นครู

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s