Collaborative Learning Community (CLC) 2012

หลังจากเสียงระเบิดดังขึ้นที่จังหวัดนราธิวาสเมื่อต้นปี พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย จนถึงปัจจุบันสถานการณ์หรือเหตุการณ์ความไม่สงบ ก็ยังไม่สิ้นสุดลง สื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ นำเสนอข่าวและภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความรู้สึกของผู้ที่รับข่าวสาร โดยเฉพาะคนนอกพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เป็นไปในทิศทางที่เป็นลบ ความไม่วางใจ และความหวาดกลัว และประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ เกิดความไม่มั่นใจในความปลอดภัยของตัวเอง ทำให้บางส่วนต้องอพยพออกนอกพื้นที่

หากพิจารณาถึงประเด็นการศึกษาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้หลังจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบแล้ว การศึกษาถูกคุกคามในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งทางตรงและทางอ้อมเช่น โรงเรียนถูกเผา  คุณครูลอบทำร้าย และคุณครูในพื้นที่ต้องการย้ายออกนอกพื้นที่เป็นจำนวนมาก การเรียนการสอนทำได้ไม่เต็มที่และมีประสิทธิภาพ  สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อกระบวนการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างรุนแรงทั้งสิ้น และล่าสุดผลการประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน) ชี้ชัดว่ามาตรฐานการศึกษาของโรงเรียนในสามจังหวัดภาคใต้ต่ำที่สุดของประเทศไทย

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เหตุการณ์ความรุนแรง ย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน กล่าวคือ สิ่งที่ปรากฎเห็นชัดเจนมากที่สุดคือ นักศึกษาที่มาจากนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่สมัครเข้าศึกษาที่สถาบันการศึกษาแห่งนี้น้อยลง เพราะส่วนใหญ่พ่อแม่ผู้ปกครอง และนักศึกษาเองเกิดความไม่วางใจในเรื่องความปลอดภัยของลูกหลานหากต้องมาเรียนที่นี่ จากการรายงานของงานทะเบียนและสถิตินักศึกษา กองบริการการศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ว่าภูมิลำเนาของนักศึกษาที่เข้าเรียนจำนวนร้อยละ 82 มาจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) และประมาณร้อยละ 96 มีภูมิลำเนาในจังหวัดภาคใต้ 14 จังหวัด จากสถิติดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ถ้าพิจารณาในเชิงปริมาณแล้ว โอกาสการเข้าถึงสถาบันอุดมศึกษาของรัฐของนักศึกษาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีเพิ่มมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ แต่ในขณะเดียวกันหากมองถึงประเด็นของคุณภาพนักศึกษาที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี แล้ว นักศึกษาเหล่านั้นมีความพร้อมที่จะเรียนในระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะด้านวิชาการมีน้อยมาก ทำให้กระบวนการเรียนการสอน ต้องประสบปัญหาด้านผลสัมฤทธิ์การเรียนต่ำ ความยากลำบากนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะนักศึกษาเท่านั้น  อาจารย์ผู้สอนก็มีความยากลำบากเช่นกัน ที่จะเตรียมวิธีการสอนให้สอดคล้องกับผู้เรียน นักศึกษาบางส่วนต้องถูกไล่ออกก่อนครบหลักสูตรหรือรีไทร์ บางส่วนต้องเรียนมากกว่าสี่ปี แม้กระทั่งนักศึกษาที่เรียนจบตามหลักสูตร แต่มีผลคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

จากการรายงานผลการศึกษาของงานทะเบียนและสถิติ ว่านักศึกษาส่วนใหญ่มีผลคะแนนต่ำในหลายวิชาหลักเช่น คณิตศาสตร์ ฟิสิก และภาษาอังกฤษ ทำให้มีนักศึกษาต้องเรียนรายวิชาดังกล่าวซ้ำ ๆ กันหลายครั้ง เพราะต้องเรียนวิชาเหล่านั้นให้ผ่าน มิเช่นนั้น ไม่สามารถเรียนจบหลักสูตรได้

ในส่วนของวิชาภาษาอังกฤษ หากพิจารณาคะแนนของนักศึกษาที่สอบเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา ทั้งที่เป็นคะแนนจากการสอบแบบ O-Net หรือ GAT-PAT มีระดับคะแนนต่ำมาก จากการรายงานของคณะกรรมการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นักศึกษาที่เข้าเรียนที่วิทยาเขตปัตตานี มีผลคะแนนการสอบเข้าระดับอุดมศึกษาต่ำที่สุดของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จำนวนนักศึกษาที่ได้คะแนนต่ำกว่า 30 จากคะแนนเต็มร้อย เพิ่มจำนวนมากขึ้น ทำให้วิทยาเขตปัตตานี มีนโยบายเปิดสอนวิชาเตรียมความพร้อมการเรียนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย หรือ Preparatory English for University (แต่มีการยกเลิกรายวิชานี้ในปีการศึกษา 2555 เป็นต้นไป) ก่อนเรียนวิชาภาษาอังกฤษบังคับพื้นฐาน หรือ English I และ English II  (ตั้งแต่ปีการศึกษา 2555 เปลี่ยนชื่อจาก English I เป็น  English Listening Speaking และ English II  เป็น English Reading and Writing) เพราะมิเช่นนั้น นักศึกษาที่มีผลคะแนนเรียนอ่อน จะประสบปัญหากับการเรียนรายวิชาบังคับทั้งสองวิชา ข้อมูลจากคณะกรรมการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ระบุว่านักศึกษาที่เรียนรายวิชา English I จากวิทยาเขตปัตตานี ได้ผลคะแนนต่ำกว่า C มีมากถึงร้อยละ 59.8 อย่างไรก็ตาม ในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษาที่ 2555 เป็นต้นไป สภาวิชาการของวิทยาเขตปัตตานี มีนโยบายที่ไม่เปิดรายวิชา Preparatory English for University Study โดยจะให้นักศึกษาใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะมีคะแนนเข้าภาษาอังกฤษระดับใด สามารถลงทะเบียนรายวิชา English Listening Speaking ได้ทันที แต่จะมีการแยกกลุ่มตามระดับคะแนนเข้าเป็นหลัก

ภาควิชาภาษาตะวันตก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ วิชาบังคับพื้นฐาน (English Listening Speaking และ English Reading and Writing) การจัดการเรียนการสอนในรายวิชาดังกล่าว ภาควิชาภาษาตะวันตกต้องใช้อาจารย์ผู้สอนเป็นจำนวนมาก และต้องทุ่มเทกับรายวิชานี้มากเช่นกัน แทนที่อาจารย์ผู้สอนจะใช้เวลากับการพัฒนาการเรียนการสอนในรายวิชาบังคับพื้นฐาน หรือวิชาภาษาอังกฤษระดับสูง หรือนักศึกษาสาขาวิชาเอกภาษาอังกฤษ

ฝ่ายผู้จัดโครงการมีความเห็นว่า เห็นควรให้มีการจัดการเรียนการสอนแบบพี่ช่วยน้อง โดยให้นักศึกษาที่เรียนวิชาเอกภาษาอังกฤษชั้นปีที่ 4 ร่วมกันจัดระบบการสอนนอกห้องเรียนที่เหมาะสมกับนักศึกษารุ่นน้องที่เรียนรายวิชา English I กลุ่มที่ได้คะแนนสอบเข้าต่ำกว่า 20  แบบการมีส่วนร่วมหรือ Collaborative Learning Community ในรูปแบบติว หรือโดยวิธีการอื่น ๆ ที่เห็นสมควร มีนักศึกษาปีสี่จำนวน 5 คน ต้องรับผิดชอบสอนนักศึกษารุ่นน้องที่เรียนวิชาดังกล่าวจำนวน 25 คน สร้างเป็นลักษณะชุมชนการเรียนรู้กันเอง และต่างคนต่างก็มีส่วนช่วยต่อกระบวนการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เชื่อว่านักศึกษาเหล่านี้มีวัยที่ใกล้เคียงกัน สามารถเข้าถึงและเข้าใจตัวผู้เรียน โดยเฉพาะผู้เรียนที่มีพื้นฐานอ่อนได้ดีกว่า ช่วยกันออกแบบการเรียนรู้เอง ตามความประสงค์ของกลุ่ม และมีพื้นฐานทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตใกล้เคียงกัน การจัดการเรียนการสอนแบบ Collaborative Learning Community นี้ จะเป็นรูปแบบการเรียนแบบใหม่ และสุดท้ายจะสามารถนำข้อมูลการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมนี้นำเสนอไปยังวิทยาเขตปัตตานี ไปประยุกต์ใช้ในจัดการเรียนการสอนในรายวิชา English Listening Speaking ต่อไป

วัตถุประสงค์ของโครงการ
  1. เพื่อศึกษาหารูปแบบการจัดการเรียนการสอนรายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน (English Listening Speaking) ที่เหมาะสมกับผู้เรียน โดยเน้นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Collaborative Learning Community)
  2. เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านการเรียนภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาที่มีพื้นฐานด้านการเรียนวิชาภาษาอังกฤษต่ำ
  3. เพื่อสร้างศักยภาพ (empowerment) ให้แก่นักศึกษาที่เรียนวิชาเอกภาษาอังกฤษ ในการออกแบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ
  4. เพื่อให้เกิดทักษะการเรียนวิชาภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง และเหมาะสมกับตัวผู้เรียน

กลุ่มเป้าหมาย

–  นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา 417-101 English Listening Speaking จำนวน  100 คน ในฐานะที่เป็น  The Trainees  และนักศึกษาวิชาเอกภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 จำนวน  20 คน ในฐานะ The Trainers

กิจกรรม/วิธีดำเนินงาน

–                   คัดเลือกนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน (417-101 English Listening Speaking) จำนวนทั้งหมด 80 คน โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ๆ ละ  20 คน โดยนักศึกษากลุ่มนี้ ต้องสมัครใจเข้าร่วมโครงการ และนักศึกษาต้องเข้าเรียนรายวิชาดังกล่าวตามปกติ ส่วนกิจกรรมที่ทำในโครงการนี้ เป็นการทำกิจกรรมนอกห้องเรียน เสริมหลักสูตร นักศึกษากลุ่มนี้เรียกว่ากลุ่ม Trainees

–                   คัดเลือกนักศึกษาวิชาเอกภาษาอังกฤษชั้นปีที่ 4 จำนวนทั้งหมด 20 คน โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ๆ ละ 5 คน ทั้งหมดอาสาเข้าร่วมโครงการ ในฐานะ Trainers ทำหน้าที่ออกแบบการเรียนการสอนนอกห้องเรียนทั้งหมด

–                   มีอาจารย์จากภาควิชาภาษาตะวันตก ที่สอนภาษาอังกฤษจำนวน 4 คน ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษากลุ่มทั้งผู้เรียน (Trainees) และผู้สอน (Trainers) กลุ่มละ 1 คน และอาจารย์เหล่านี้ จะทำหน้าที่สังเกตการเรียนการสอนของกลุ่มที่ตนเองรับผิดชอบ สัมภาษณ์ผู้เรียน และผู้สอน และอำนวยความสะดวกทั่ว ๆ ไป ซึ่งอาจารย์ทั้ง 4 คนเป็นผู้วิจัยในโครงการนี้ด้วย

–                   ทั้งหมดมีนักศึกษา 100 คน และอาจารย์อีก 4 คน จากทั้งหมด 4 กลุ่ม แต่ละกลุ่มสามารถออกแบบการเรียนรู้กันเอง โดยใช้เนื้อหาจากรายวิชา English I เป็นหลัก

–                   นักศึกษา Trainers จำเป็นต้องทำแผนการสอน ทำรายงานการสอน ตลอดจนผลการประเมินรูปแบบต่าง ๆ ส่งให้อาจารย์ที่ปรึกษาทราบเป็นระยะ ๆ

–                   ระยะเวลาการเรียนการสอนใช้เวลาทั้งหมดครึ่งภาคการศึกษาที่ 1/1555

–                   อาจารย์จะใช้เวลาในการวิเคราะห์ อภิปรายผล

–                   แต่ละกลุ่ม ต้องมีการแข่งขันกัน เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ของการเรียน โดยวัดจากคะแนนสอบกลางภาค (midterm exam) และคะแนนเก็บ ของ Trainees แต่ละกลุ่ม

–                   กลุ่มที่ได้ผลรวมคะแนนสูงสุดจากการสอบกลางภาคคือกลุ่มที่ชนะเลิศ  รองชนะเลิศอันดับที่ 1 และ 2 และกลุ่มที่ได้รางวัลชมเชยตามลำดับ โดยจะได้รับมอบเกียรติบัตรและเงินรางวัลจากโครงการ

–                   มีการจัดสัมมนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของทุกกลุ่ม โดยผู้นำเสนอมาตัวแทนของ Trainees, Trainers และอาจารย์ที่ปรึกษาประจำกลุ่ม เพื่อนำข้อมูลมาทำรายงาน สำหรับพัฒนาเป็นต้นแบบของการจัดการเรียนการสอนรายวิชา English Listening Speaking

–                   ทั้งสี่กลุ่มต้องส่งรายงานจากการสัมมนา ให้อาจารย์ที่ปรึกษาทราบ

–                   อาจารย์ที่ปรึกษาทั้งสี่คน จะรับผิดชอบนำข้อมูลของแต่ละกลุ่มไปเขียนรายงานนำเสนอรูปแบบกิจกรรมการเรียนการสอนที่ประสบความสำเร็จ เน้นกระบวนการเรียนรู้ทั้งหมด เพื่อนำเสนอไปยังภาควิชาภาษตะวันตก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ต่อไป

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  1. ผู้ที่เข้าร่วมโครงการได้เรียนรู้วิธีการเรียนแบบมีส่วนร่วมโดยมีพี่เลี้ยงที่คอยให้ความรู้ทั้งเนิ้อหาวิชาการและวิธีการเรียนที่ถูกต้อง
  2. ผู้ที่เข้าร่วมโครงการได้รับความรู้เนื้อหาวิชา 417-101 English Listening Speaking เพิ่มมากขึ้นนอกห้องเรียน
  3. ผู้ที่เข้าร่วมโครงการทั้งที่เป็น The Trainers และ The Trainees ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  4. ผู้ที่เข้าร่วมโครงการได้เรียนรู้วิธีการทำงานเป็นกลุ่ม ในเชิงการแข่งขันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดของกลุ่ม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s