บททดสอบอันยิ่งใหญ่ของคำว่า “ลูก”

วันที่ 13 มกราคม 2555

บททดสอบอันยิ่งใหญ่ของคำว่า “ลูก”

วันนี้มีโอกาสเข้าไปอ่านบทความชิ้นหนึ่งของลูกศิษย์ผ่าน Facebook ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจและต้องการนำมาเผยแผร่ เรื่องราวของลูกศิษย์คนนี้ผมได้ติดตามผ่าน Facebook มาตลอด สมัยที่เรียนที่มอ.ปัตตานีถือว่าเป็นนักศึกษาที่เรียนเก่งคนหนึ่ง มีนิสัยสุภาพเรียบร้อย ตั้งใจเรียน มีมนุษยสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงดีมาก และมีความนอบน้อมถ่อมตน และเป็นคนที่อยู่ในกรอบของศาสนาอิสลามมาตลอด ถือว่าเป็นมุสลิมะฮ์ที่ดีคนหนึ่งเท่าที่ผมรู้จัก ก่อนเข้ามาเรียนที่มอ. เธอจบการศึกษาจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามแห่งหนึ่งในจังหวัดนราธิวาส เป็นคนที่มีฐานะระดับกลาง เนื่องจากพ่อแม่รับราชการทั้งสองท่าน เธอมีความหวังที่อยากเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมาก จากความตั้งใจอันนี้ทำให้เธอต้องไปสอบเรียนต่อปริญญาโทที่กรุงเทพฯ การเรียนของเธอกำลังไปได้ดีทีเดียว เห็นอนาคตว่าที่มหาบัณฑิตอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

เส้นทางชีวิตไม่มีใครทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตนเอง หรือกับครอบครัว การเรียนของเธอผ่านไปหนึ่งปี เกิดเหตุการณ์ที่หลายคนไม่อยากให้เกิดกับตนเองหรือกับครอบครัวของตนเอง นั่นคือพ่อซึ่งเป็นคนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ชอบเล่นแบตมินตัน ต้องล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน เป็นอัมพาตไม่สามารถขยับตัวได้เลย ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เลย ส่วนเธอในฐานะลูกสุดท้อง ส่วนพี่ ๆ ก็ไปทำงานและบางคนก็มีครอบครัวกันแล้ว แล้วเธอจะตัดสินใจอย่างไร นี่คือบททดสอบจากพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง

ในที่สุดเธอตัดสินใจด้วยการหยุดเรียนเพื่อมาทำหน้าที่ดูแลพ่อ มาถึงตอนนี้เธอต้องมาทำหน้าที่ในฐานะ “ลูก” กตัญญูดูแลบุพการีเป็นเวลาเกือบหนึ่งปีแล้ว

ผมอ่านบทความที่เธอเขียนขึ้น Facebook ทำให้ผมต้องอึ้ง กลั้นน้ำตาไม่อยู่ นึกถึงสภาพที่เธอต้องให้การดูแลคุณพ่ออย่างดี นึกไปถึงว่า ถ้าเป็นผมแล้ว ผมจะทำอย่างไร จะทำได้อย่างที่เธอทำได้หรือเปล่า ผมอยากให้ทุกท่านอ่านบทความที่เธอเขียนนี้มาก และผมได้ขออนุญาตจากเจ้าตัวมาเผยแพร่ที่นี่แล้ว เธอใช้ชื่อเล่นว่า “อีมาน”

บดินทร์

 ————————————————————————————-

บันทึกเรื่องของพ่อ…จากลูสาวคนนี้

โดย อีมาน

เช้านี้ฉันตื่นสายกว่าปกติ,,, เพราะเมื่อคืนเป็นเวรเฝ้าอาเย๊าะ

หลายคืนมาแล้ว ที่อาเย๊าะมักจะมีอาการสำลักในช่วงกลางคืน

เพราะไข้ที่ขึ้นๆลงๆ ทำให้ท่านอาจจะรู้สึกไม่ค่อยสบายตัว

บวกกับมีอาการสะอึกเป็นพักๆ ทำให้ท่านรู้สึกคลื่นไส้อาเจียนได้ง่ายขึ้น

 

ฉันและแม่ เริ่มชำนาญในการดูแลท่าน เมื่อไหร่ที่ท่านเริ่มจะสำลัก เราจะสังเกตอาการและรู้ได้ทันที 

เรามักจะเตรียมผ้าผืนเก่าๆสักสามสี่ชิ้นและผ้ายางกันเปื้อน ตั้งพร้อมไว้ปลายเตียง 

เมื่อไหร่ที่หน้าท่านเริ่มแดง หายใจขาดช่วง แลบลิ้นสั้นๆให้พอเห็น เราสองแม่ลูกจะรับรู้ได้ทันทีว่ามีเวลาไม่เกิน 10 วินาที ในการเตรียมปูผ้าผ่อนคลุมตัวท่าน และใช้ผ้ายางพาดเตียงเหนือตัวท่านอีกที เพื่อป้องกันอาเจียนที่อาจจะพรั่งพรูออกมาทั้งทางปาก จมูก และคอที่ช่วยในการหายใจ

 

หากเราปูผ้าทัน นั่นก็หมายความว่า คราบอาเจียนก็จะไม่เลอะตัวท่าน และเราไม่ต้องทำความสะอาดมาก

แต่หากวันไหนโชคไม่ดี ปูไม่ทัน เราอาจจะต้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอนผืนใหม่ทั้งชุด และบางครั้งถึงขั้นต้องอาบน้ำอาเย๊าะอีกรอบ ซึ่งก็ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าชั่วโมงเลย แน่นอน หากเกิดขึ้นในช่วงกลางวัน เรายังพอไหว แต่ก็หลายครั้งที่ผ่านมา อาเย๊าะอาเจียนมากจนต้องอาบน้ำ ปูผ้าผืนใหม่ในกลางดึก 

 

เราเหนื่อย… แต่เรามีความสุข

ฉันมีความสุขในฐานะที่ได้ทำหน้าที่ของลูกที่ดีได้อย่างเต็มที่….

แม่มีความสุขในฐานะที่ได้ทำหน้าที่ของภรรยาที่ดีได้อย่างสุดกำลัง….

 

วันนี้ครบ 8 เดือน 24 วันที่อาเย๊าะล้มป่วยลง 

วันที่ท่านล้มป่วย ฉันเพิ่งกลับมาจากค่ายเยาวชนแห่งหนึ่งที่นครราชสีมาได้หนึ่งวัน อยู่หอพักที่ศาลายา นครปฐม เพื่อรอฟังผลสอบเข้าปริญญาโท(อีกรอบ) 

 เช้าวันที่ 19 เมษายน 2554 เวลาประมาณเจ็ดโมงเช้า ฉันยังนอนพักเหนื่อยหลังเพลียจากการทำค่ายและเพิ่งเดินทางมาถึงหอพัก 

พี่สาวของฉันโทรมาพูดสั้นๆด้วยเสียงสั่นเครือในขณะที่ฉันยังงัวเงียว่า “รีบกลับบ้าน อาเย๊าะไม่หายใจแล้ว”

ฉันกระโดดลุกขึ้นจากเตียง ตอนนั้นเหมือนนาฬิกาหยุดวิ่ง โลกรอบข้างเงียบสงัด ฉันไม่รับรู้ว่าตอนนั้นทำอะไรไปบ้าง เหมือนสมองไม่สั่งการ รู้แค่ว่าอวัยวะต่างๆเคลื่อนไหวของมันไปเอง

ฉันหยิบโทรศัพท์อย่างมือสั่นๆโทรหาเพื่อนสนิท บอกเค้าไปว่า พ่อป่วยหนัก ต้องรีบกลับบ้าน

 หลังจากนั้นอวัยวะที่เหลือก็ทำงานของมันต่อไปเอง โดยที่ฉันแค่ทำหน้าที่เป็นผู้ตามที่ดีของร่างกาย

สองมือจัดเก็บเสื้อผ้าสองสามชิ้นที่เหลือจากทำค่าย ข้าวของเครื่องใช้จำเป็นถูกยัดใส่กระเป๋าเดินทางอย่างลวกๆ 

สองเท้าของฉันรีบจัดการพาฉันไปอาบน้ำ แต่งตัว และรีบเดินขึ้นแท็กซี่ บอกคนขับว่าไป สุวรรณภูมิ การเดินทางระหว่างศาลายา- สุวรรณภูมิคราวนั้น มันช่างยาวนานราวปี

 ฉันนัดเจอกับพี่สาว ที่แต่งงานมีครอบครัวอยู่สาทร เราพร้อมหน้ากันที่สุวรรณภูมิก่อนเที่ยวบินกรุงเทพ – นราธิวาสออกเดินทางได้ไม่นาน พี่สาวฉันนัยต์ดาแดงก่ำ แต่ฉันยังไม่มีน้ำตาสักหยด 

เมื่อเครื่องบินมาถึงท่าอากาศยานนราธิวาส คุณอามารับเรา และรีบพาเราไปโรงพยาบาล เรามาถึงนราฯคล้อยบ่าย เจอแม่เป็นคนแรกที่โรงพยาบาล หน้าห้อง RCU ฉันกอดท่าน หอมแก้มท่าน เห็นสีหน้าท่านไม่สู้ดีนัก ฉันไม่กล้าถามอะไรมาก เพราะรู้ว่าท่านคงช็อคกว่าฉันหลายเท่า

เวลาบ่ายสอง เราได้รับอนุญาตให้เยี่ยมอาเย๊าะได้ ฉันจัดแจงล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ที่วางพร้อมไว้หน้าห้อง RCU เพื่อป้องกันเชื้อโรคสู่ผู้ป่วย เห็นเตียงที่อาเย๊าะนอนอยู่ไกลๆ แวดล้อมด้วยผู้ป่วยหนักที่ไม่อาจรู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกนานแค่ไหน 

 เสียงเครื่องวัดความดัน วัดการเต้นของหัวใจ วัดความปกติต่างๆมากมาย ดังตี๊ดๆๆทั่วห้อง ยิ่งทำให้บรรยากาศในห้องเยือกเย็น และหัวใจที่บอบบางอยู่แล้วของฉันก็ยิ่งอ่อนแรงลง

 ฉันเดินมาถึงเตียงคุณพ่อ แน่นอนไม่แตกต่างจากเตียงก่อนๆที่ฉันเดินผ่านมา มีสายต่างๆมากมายรอบตัวท่าน ท่านหายใจหอบ หน้าซีด น้ำตาที่ไม่มีสักหยดก่อนหน้านี้ บัดนี้พรั่งพรูออกมาราวเขื่อนแตก 

 อาเย๊าะของอีมานล้มป่วยลงได้อย่างไร อาเย๊าะที่แข็งแรงของอีมานตอนนี้นอนหายใจเหนื่อยอยู่บนเตียงไม่รู้สึกตัวได้อย่างไร

อาเย๊าะของอีมานที่ดูแลสุขภาพอย่างดี ออกกำลังด้วยการตีแบทกับเพื่อนๆทุกเช้า แม้กระทั่งวันที่ท่านล้มป่วย ท่านก็กำลังตีแบทอยู่กับเพื่อนๆ แต่ด้วยความประสงค์ของอัลลอฮฺ ด้วยเพราะพระองค์ต้องการทดสอบครอบครัวของเรา ท่านจึงเป็นเช่นนี้

ฉันพยายามกุมสติ ปลอบใจตัวเอง ตอนนั้นอาการของอาเย๊าะ หากจะให้พูดตรงๆ ไม่ต่างกับคนใกล้ตาย ณ วินาทีแรกที่ฉันเห็นสภาพอาเย๊าะ ฉันก็ไม่มีความหวังเหลือว่าท่านจะมีชีวิตรอดอีกแล้ว

แต่ด้วยเพราะดุอาอฺ ด้วยเพราะความเมตตาของอัลลอฮฺ ดุอาอฺอย่างหนักของครอบครัวเรา และเชื่อว่าอีกหลายๆดุอาอฺจากคนรอบข้าง ทำให้อาเย๊าะยังมีชีวิตยืนยาวนานมาจนครบ 8 เดือน 24 วันในวันนี้ แม้ว่าท่านจะยังไม่ตอบสนองใดๆ ไม่พูดจา ไม่ขยับตัวอะไรมาก แต่นี่ก็เพียงพอแล้วที่ทำให้ครอบครัวของเรามีความหวัง มีพลัง มีรอยยิ้ม และยังมีเสียงหัวเราะได้…

 ขอบคุณพี่น้องทุกคนสำหรับกำลังใจ สำหรับดุอาอฺ สำหรับการเยี่ยมเยียน การถามไถ่ถึงอาเย๊าะที่มีมาเรื่อยๆจนถึงทุกวันนี้ กำลังใจของท่านเป็นน้ำที่ช่วยหล่อเลี้ยงหัวใจของเราให้เข้มแข็งและมีพลังได้จริงๆนะ 

วันนี้ ฉันไม่รู้หรอกว่า พระผู้ทรงให้เป็นและให้ตาย จะเรียกอาเย๊าะกลับคืนสู่พระองค์เมื่อไหร่ บางทีฉันอาจจะไปก่อนอาเย๊าะก็ได้ ไม่มีใครรู้ แต่ไม่ว่าพระองค์จะเรียกใครกลับไปก่อน วันนี้ฉันก็อบอุ่นใจ สบายใจ และอิ่มใจที่ได้อยู่ดูแลอาเย๊าะเต็มที่ในทุกๆวัน ได้ทำหน้าที่ทุกอย่างสมบูรณ์อย่างที่ลูกคนหนึ่งควรจะกระทำแล้ว 

 เช่นเดียวกับอาเย๊าะที่ในวันสุดท้ายที่ท่านรู้สึกตัว ท่านก็ยังทำหน้าที่ของพ่อ ดูแลอมานะฮฺที่พระเจ้าประทานให้มาเมื่อ 25 ปีก่อนได้เต็มที่เช่นกัน วันสุดท้ายที่พ่อรู้สึกตัว พ่อก็ยังรับรู้และทำหน้าที่ส่งเสียฉันเรียนจนถึงระดับปริญญาโท 

 พ่อทำหน้าที่ของพ่อเต็มที่แล้ว ภาระของพ่อนั้นหมดแล้ว หากวันนี้พ่อจะนอนพักอยู่บนเตียง และให้ลูกๆปรนนิบัติพ่อบ้าง พ่อก็ย่อมได้สิทธิ์นั้น 

 อาเย๊าะนอนนิ่งๆเถอะนะ หลับให้อุ่นกายสบายใจบนเตียงเถอะนะ วันนี้ของทุกๆวันต่อจากนี้ไปเป็นคราวของอีมานที่จะต้องทำหน้าที่ดูแลอาเย๊าะบ้างแล้วหล่ะ

 อาเย๊าะของอีมาน,,, อีมานจะคอยห่มผ้ายามหนาว หอมแก้มให้อุ่นใจ และอ่านดุอาอฺให้ก่อนหลับยาวในทุกค่ำคืนเอง

 

  

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s