แค่เปลี่ยนวิธีคิด ภาษาอังกฤษก็ไม่ใช่เรื่องยาก (ภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียว — แต่…)

วันที่ 10 มกราคม 2555

แค่เปลี่ยนวิธีคิด ภาษาอังกฤษก็ไม่ใช่เรื่องยาก (ภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียว — แต่…)

เรื่องการเรียนวิชาภาษาอังกฤษอาจเป็นยาขมสำหรับผู้เรียนหลาย ๆ คนโดยเฉพาะนักศึกษามอ.ปัตตานีที่นี่ หลายคนได้ยินมาบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าที่ต้องลงทะเบียนเรียนวิชาภาษาอังกฤษเพราะเป็นวิชาบังคับที่มหาวิทยาลัยให้เรียน ถ้าไม่บังคับแล้วก็ไม่อยากเรียนหรอก หลายคนอาจได้รับประสบการณ์ที่ไม่ค่อยประทับใจมากนักในช่วงที่เรียนระดับประถมและมัธยมศึกษา ทำให้เกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเรียนวิชานี้ หรือหลายคนอาจบอกว่าเรียนมาก็เท่านั้นแหละ ไม่เห็นพัฒนาดีขึ้นเลย เรียนไปก็ไม่เห็นจะพูดได้สักที หรือมีอีกหลากหลายเหตุผลที่ทำให้คน ๆ หนึ่งพยายามสรรหาเหตุผลที่ทำให้ตนเองไม่อยากเรียนภาษาอังกฤษ ทั้ง ๆ ที่ทราบว่าภาษาอังกฤษมีความสำคัญกับตนเองแค่ไหน

แต่ในความเป็นจริงในโลกปัจจุบันนี้ ทุกคนต้องยอมรับว่าภาษาอังกฤษเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากต่อการเข้าสู่การทำงานในระดับสูง และการเข้าเรียนในระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโทและปริญญาเอก) ยิ่งถ้าจะไปเรียนต่อที่ประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ด้วยแล้ว ภาษาอังกฤษเป็นด่านแรกที่หลาย ๆ คนรู้สึกขยาดมาก พยายามกี่ทีก็ไม่ผ่านสักที ดังนั้นเสมือนหนึ่งว่าภาษาอังกฤษเป็นใบเบิกทาง เป็นอุปกรณ์สำคัญในการเรียนต่อระดับสูง และการค้นหาความรู้ และที่สำคัญในอีกสามปีหรือปี 2015 ความเป็นประชาชาติเศรษฐกิจอาเซียนกำลังเดินเข้ามาหาเข้าใกล้ตัวเราทุกขณะ และหลาย ๆ ฝ่ายก็ยังเป็นกังวลกับเรื่องทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของบัณฑิตจากประเทศไทยเป็นอย่างมาก สรุปว่าด้วยเหตุผลทั้งปวงขณะนี้ภาษาอังกฤษเป็นเรื่องที่หลีกไม่พ้น ไม่ว่าเราจะเรียนคณะหรือวิชาเอกอะไรก็ตาม ภาษาอังกฤษเป็นเรื่องที่จำเป็น by all means

ผมได้ยืมหนังสือจากห้องสมุดจอห์น เอฟ เคนเนดี้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนอยู่เล่มหนึ่ง ตั้งใจว่าจะอ่านเพื่อเอาทำเอกสารประกอบการบรรยายเรื่องทักษะการเรียนภาษาอังกฤษให้แก่นักศึกษา หนังสือเล่มนี้ชื่อ “แค่เปลี่ยนวิธีคิด ภาษาอังกฤษก็ไม่ใช่เป็นเรื่องยาก” เขียนโดยครูหนุ่ย วรวุฒิ ตัถย์วิสุทธิ์ ตีพิมพ์เมื่อปี 2552 หนังสือเล่มนี้ได้อธิบายโดยใช้ภาษาง่าย ๆ อ่านสบาย ๆ เหมือนเข้าใจผู้เรียนที่เป็นคนไทยโดยทั่วไปว่าการเรียนภาษาอังกฤษนี่มันยากเหลือเกิน เรียนเท่าไหร่ก็ไม่เห็นรู้เรื่องสักที

แต่หนังสือเล่มนี้ได้พยายามชี้ให้เห็นว่า จริง ๆ การเรียนภาษาอื่นไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไรก็ตาม ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะภาษาเป็นวัฒนธรรมที่สั่งสมมาทีละเล็กทีละน้อยและยาวนาน มีรายละเอียดปลีกย่อย สลับซับซ้อน แต่ก็น่าสนใจ เพราะฉะนั้นหากเราตั้งใจจะศึกษาภาษาใดภาษาหนึ่งแล้ว นั่นหมายถึงเรากำลังเรียนรู้ตัวตน รากเหง้าทางวัฒนธรรมของชาตินั้น ๆ เลยทีเดียว จริง ๆ แล้วภาษาอังกฤษมีอยู่รอบ ๆ ตัวเราตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องโฆษณาต่าง ๆ เช่น Salz (salt) เค็มแต่ดี เรารู้แล้วว่าต้องมีส่วนประกอบของเกลือแน่ ๆ Head and Shoulder หัวกับไหล่ หมายถึงคนที่ชอบเป็นรังแคที่หล่นบนไหล่เป็นประจำ Smooth E ผิวนุ่มนวลด้วยวิตามินอี เป็นต้น ให้ผู้เรียนพยายามผูกโยงคำศัพท์ของยี่ห้อสินค้ากับความหมายของคำ ทำให้เราจำคำศัพท์เหล่านั้นได้ง่ายมากยิ่งขึ้น และจำได้นานด้วย ที่สำคัญรู้สึกสนุกมากขึ้นกับการเรียนภาษาอังกฤษ ในความเป็นจริงแล้วภาษาอังกฤษไม่ได้มีแค่ในห้องเรียนสี่เหลี่ยมเท่านั้น เรียนภาษาอังกฤษในห้องน้ำได้ ในห้างสรรพสินค้า หรือหาโอกาสเรียนภาษาอังกฤษตามถนน ตามป้ายโฆษณารอบ ๆ ตัวเราก็ยังได้

ที่สำคัญมากที่สุดอย่าคิดว่าเรียนภาษาอังกฤษเพื่อแค่ให้ผ่านหรือแค่อยากได้เกรดเท่านั้น แต่ให้เปลี่ยนวิธีคิดเป็นว่า แล้วเราจะได้อะไรจากการเรียนมากกว่า การเดินทางถ้ามีเป้าหมายแล้ว จะไม่เลื่อนลอย จะถึงเป้าหมายได้เร็วกว่าด้วยซ้ำไป

หลักการเรียนต้องจำว่า วิชาภาษาอังกฤษไม่ใช่วิชาเนื้อหา ไม่เหมือนกับรายวิชาประวัติศาสตร์ หรือสังคมวิทยา แต่เป็นวิชาทักษะ ดังนั้นทักษะจะไม่เกิดถ้าเราไม่ค่อยทำ ทักษะจะเกิดก็ต่อเมื่อมีการทำบ่อย ๆ  ทำเป็นประจำ นั่นก็คือการเรียนวิชาภาษาอังกฤษเราต้องพยายามทำการบ้าน หรือต้องอ่านบ่อย ๆ ทุกวัน แต่ละวันอ่านไม่ต้องมากก็ได้ แต่ต้องทำทุกวัน ถ้าใช้หลักการเรียนแบบวิชาเนื้อหาแล้ว เราจะไม่ได้ทักษะ อ่านหนังสือภาษาอังกฤษเฉพาะหน้าสอบสองสามวัน อาจทำข้อสอบได้บ้าง แต่หลังจากทำข้อสอบเสร็จแล้ว เนื้อหาเหล่านั้นหายไปจากหัวสมองเลย เมื่อเรียนคราวหน้าก็ต้องมานั่งอ่านเรื่องเดิมอยู่อีก ยกตัวอย่างเช่น เราเรียนหลักการใช้ present simple tense ครั้งแรกเมื่อไหร่ บางคนอาจบอกว่าเริ่มเรียนตั้งแต่ตอนที่อยู่ชั้นประถมปีที่ 3 และเรียนมาตลอดจนถึงระดับมหาวิทยาลัย สุดท้ายก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าต้องใช้อย่างไรกันแน่

อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ขอให้เราพยายามสัมผัสกับตัวภาษาอังกฤษให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะบ่อยได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการอ่าน การพูด หรือการฟังให้มาก โอกาสที่เราจะได้พบเจอกับเจ้าของภาษาที่เป็นฝรั่งที่ปัตตานี คงจะยาก ดังนั้นเราคงต้องสร้างบรรยากาศให้กับตัวเองให้มาก เดี๋ยวนี้มีอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะ YouTube ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ทางภาษาได้เป็นอย่างดี และดีมากด้วย ส่วนตัวแล้ว ผมจะบังคับตัวเองให้ฟังสารคคดีจาก YouTube ทุกวัน เพื่อฝึกทักษะการฟัง แนะนำว่าให้ฟังข่าวที่เราทราบข่าวนั้นจากภาษาไทยแล้ว พอฟังข่าวภาคภาษาอังกฤษแล้ว เราไม่ต้องเข้าใจร้อยเปอร์เซ็นก็ได้ เพราะเราได้ฟังจากภาษาไทยมาแล้ว เรามีพื้นฐานความเข้าใจของข่าวมาแล้วระดับหนึ่ง

อยากให้นักศึกษาจำไว้อย่างหนึ่งคือ เราเรียนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างประเทศ เป็นไปได้ยากที่เราจะพูดภาษาอังกฤษเหมือนกับเจ้าของภาษาแบบไม่มีเพื้ยนเลย เราเคยเห็นมั้ยว่าเวลาฝรั่งพูดภาษาไทยกับเราที่ฟังดูแล้วตลก ๆ แต่เขาพยายามพูดจนเราเข้าใจ แต่ทำไมพอเราจะพูดอังกฤษที่ตลก ๆ บ้างไม่ได้หรืออย่างไร เรากำลังหลอกตัวเองหรือเปล่า ในบางครั้งเราเห็นว่าคน ๆ หนึ่งพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง ๆ มากขนาดนั้น เขาต้องใช้เวลาในการฝึกฝนนานแค่ไหนกว่าจะเป็นอย่างนั้นได้ ไม่ใช่ว่าเรียนปีนี้ ปีหน้าพูดได้คล่องอย่างกะจรวด impossible

บดินทร์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s