กระแส ASEAN มาแรง แล้วเราจะมีแรงต่อกรอย่างไร

วันที่ 9 มกราคม 2555

กระแส ASEAN มาแรง แล้วเราจะมีแรงต่อกรอย่างไร

ช่วงเวลานี้เข้าร่วมประชุมที่ไหนหรือฟังการบรรยายที่ไหนก็มีแต่ประเด็นเรื่อง ASEAN หรือ ASEAN Economic Community (AEC 2015) พูดกันให้ว่อน คนไทยเริ่มจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากที่เราต้องมีการตื่นตัวที่ต้อนรับการมาเยือนของกระแสความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในภูมิภาคนี้ เชื่อว่าภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้จะได้รับความสนใจจากชาวโลกเพิ่มขึ้นในอนาคต อันเนื่องมาจากความร่วมมือกันที่เน้นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อความเคลื่อนไหวต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้และภูมิภาคเอเชียในภาพรวม หลายประเทศยักษ์ใหญ่ต้องการมาเป็นพันธมิตร ไม่ว่าจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ที่เรารู้จักในชื่อ ASEAN+3 แม้กระทั่งสหรัฐอเมริกาเองก็ให้ความสนใจกับภูมิภาคนี้เช่นกัน

ล่าสุดผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เล่มหนึ่งชื่อ Community in ASEAN: Ideas and Practices เขียนโดย Tham Siew Yean, Lee Poh Ping and Norani Othman จัดพิมพ์โดย Penerbit Universiti Kebangsaan Malaysia ปี 2008 ซึ่งมีประเด็นที่ผู้เขียนได้วิเคราะห์มากมายตั้งแต่เรื่องการรวมตัวครั้งแรกของอาเซียนที่ประเทศไทยเองก็มีบทบาทสำคัญมากในก่อตั้งสมาคมนี้ที่กรุงเทพฯ หรือ Bangkok Declaration ในปี 1967 ตลอดจนวิเคราะห์การดำเนินงานของเขตเศรษฐกิจเสรีอาเซียนหรือ ASEAN Free Trade Area (AFTA) ความเหลื่อมล้ำทางสังคมเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอาเซียน เรื่องของวัฒนธรรมแต่ละประเทศจะมีการรักษาความเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละประเทศได้อย่างไร ชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ที่แต่ละประเทศมี เช่นเมียนม่า ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น และภัยคุกคามด้านการก่อการร้ายในภูมิภาคนี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นหนังสือที่น่าอ่านมากเล่มหนึ่ง โดยเฉพาะถ้าใครสนใจเรื่องของอาเซียน สิ่งหนึ่งที่ผมได้ตั้งข้อสังเกตุคือว่า ประเทศไทยมีขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจในระดับต้น ๆ ของอาเซียนเลยทีเดียว จากอัตราการเติบโตด้านการค้าขายแล้ว ไทยถูกจัดอยู่ในลำดับที่สามรองมาจากสิงคโปร์และมาเลเซีย (จากการรายงานของเลขาธิการอาเซียน) แต่เรื่องทักษะการใช้งานด้านภาษาอังกฤษหรือภาษาเพื่อนบ้านแล้ว เป็นเรื่องที่เราทุกคนน่าจะมีคำตอบอยู่ในใจแล้วว่า ไทยน่าจะอยู่ลำดับที่เท่าไหร่ เพราะนอกจากภาษาอังกฤษแล้ว ถามว่าคนไทยโดยทั่วไปสามารถสื่อสารภาษาของประเทศเพื่อนบ้านได้แค่ไหน เอาง่าย ๆ เลยภาษามาเลเซีย ซึ่งคนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีชายแดนติดกันกับมาเลเซีย สื่อสารที่เป็นภาษากลางมาเลเซียที่ไม่ใช่ภาษาปัตตานีได้แค่ไหน นี่คือโจทย์ใหญ่มาก นี่ขนาดเราไม่ได้มองที่มิติอื่น ๆ ของความร่วมมือระหว่างประเทศกันเลย เรามองที่มิติของภาษาก็เจอปัญหาซะแล้ว

อย่างไรก็ตามจากหนังสือเล่มดังกล่าว AEC ที่ได้มีการวางกรอบดังนี้

              1.      Free movement of goods, services, investments and capital, including a zero-tariff AFTA (ASEAN Free Trade Area) and the elimination of all non-tariff barriers.

2.      An attractive regional production platform for FDI (Foreign Direct Investment)

3.      Free movement of skilled labor and creative talent.

4.      Free movement of tourists from all ASEAN countries.

5.      Harmonization of customs procedures and minimization of customs requirements.

6.       Harmonization of standards which are consistent with international standards

7.      A well-developed institutional and legal infrastructure to facilitate the economic integration of ASEAN. The pace of integration was also accelerated for 11 priority sectors, with the coordination of efforts by different member countries. These are wood-based products and automotive by Indonesia, rubber-based products and textiles and apparel by Malaysia, agriculture-based products and fisheries by Myanmar, electronics by the Philippines, e-ASEAN (IT linkages and development) and health care by Singapore, and air travel and tourism by Thailand. (p.59)

ทางกลุ่มผู้นำของแต่ละประเทศมีการพูดคุยเจรจากันแล้วว่าให้ประเทศไหนรับผิดชอบหลักเรื่องอะไรบ้าง แต่ผมสนใจประเด็นหนึ่งก็คือข้อที่สาม (3. Free movement of skilled labor and creative talent) คือจะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีทักษะ หรือว่ากันง่าย ๆ ก็คือแรงงานที่มีการศึกษานั่นเอง ไม่ใช่แรงงานที่ต้องใช้กำลังหรือกรรมกร ขณะนี้แรงงานที่เป็นแบบกรรมการก่อสร้างหรือแรงงานอื่น ๆ ทะลักเข้าประเทศไทยแล้ว แรงงานที่มีการศึกษาเหล่านี้นั้น เป็นเสมือนผู้ที่จะแย่งอาชีพจากบัณฑิตของไทยหรือของมอ.เราในอนาคต ประเทศที่มีเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าประเทศไทยอย่างสิงคโปร์หรือมาเลเซียอาจไม่มาหางานทำในบ้านสักเท่าไหร่นัก เพราะทำงานที่บ้านเมืองเขาจะมีรายได้สูงกว่าบ้านเราหลายเท่านัก แต่ในกรณีของประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย แม้กระทั่งเมียนม่า กลุ่มแรงงานที่มีทักษะหรือ Skilled labors มีความสามารถด้านทักษะการใช้ภาษาอังกฤษดีกว่าคนไทยเรา โดยเฉพาะจากฟิลิปปินส์และเมียนม่า ที่ทุกคนมองไปในทิศทางเดียวกันว่าตลาดแรงงานในอนาคตต้องการคนที่มีทักษะทางภาษาอังกฤษเข้าทำงาน ไม่ว่าบัณฑิตจะจบการศึกษาคณะหรือวิชาเอกอะไรก็ตาม แต่ภาษาอังกฤษต้องสามารถสื่อสารกันได้หรือ functional เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วบัณฑิตจากประเทศไทยจะสามารถแข่งขันกับบัณฑิตจากทั้งสามประเทศนั้นได้หรือเปล่า บัณฑิตเราสามารถสื่อสารกันโดยใช้ภาษาอังกฤษได้แค่ไหน สิ่งนี้หลายฝ่ายก็เป็นห่วงมาก นี่คือโจทย์ใหญ่มากที่มอ.ต้องหาทางออกให้กับบัณฑิต มิเช่นนั้นบัณฑิตมอ.จบออกไปแล้วคล้ายคนพิการ ทำอะไรไม่ได้ซึ่งเราจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นเด็ดขาด ขณะเดียวกันนักศึกษาเองก็ต้องพยายามที่จะพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษเองด้วย มิใช่เรียนเพียงเพื่อให้ผ่าน เรียนเพื่อให้จบหลักสูตร โดยไม่ได้สนใจว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร เมื่อกระแสการเปลี่ยนแปลงแรงขนาดนี้แล้ว ถ้าเราไม่แข็งแรงพอที่จะยืนหยัด เราจะไม่สามารถทัดทานกระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลง (The wind of change) นี้ได้ สุดท้ายเราจะถูกกระแสลมนี้พัดเราไปที่ไหนต่อไหนก็ไม่ทราบ เราต้องมาร่วมกันกำหนดอนาคตของเราเอง

บดินทร์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s