กาปฏิรูปการศึกษากับการนำแนวคิดเรื่อง LEARNER CENTERED APPROACH

วันที่ 4 มกราคม 2555

การปฏิรูปการศึกษากับการนำแนวคิดเรื่อง Learner Centered Approach

ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงทศวรรษที่สองของการปฏิรูประบบการศึกษา ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าหลังจากที่มีการปฏิรูปมาแล้วสิบกว่าปี เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นกับนักเรียนนักศึกษาไทยขนาดไหน แต่ที่แน่ ๆ คือเราได้เห็นการปรับระบบโครงสร้างทางการบริหาร หลายหน่วยงานถูกยุบรวม และมีหน่วยงานใหม่เกิดขึ้นใหม่ มหาวิทยาลัยก็ได้รับผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนมากคือ จากเดิมมอ.สังกัดทบวงมหาวิทยาลัย แต่เดี๋ยวนี้ต้องมาอยู่ในสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการเหมือนกันหมดทุกสถาบันอุดมศึกษา ส่วนเรื่องกระบวนการเรียนการสอน หรือประสิทธิภาพของการเรียนการสอนในบ้านเรานั้น ยังไม่ค่อยเห็นชัดมากว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมกี่มากน้อย มิหนำซ้ำหลายคนยังพูดว่าเด็กสมัยนี้มีความคิดความอ่านน้อยลง เมื่อเทียบกับการเรียนในสมัยก่อนด้วยซ้ำไป

พระราชบัญญัติปฏิรูปการศึกษาใหม่นี้ ได้นำประเด็นเรื่องกระบวนการเรียนการสอนเข้ามาด้วย โดยเน้นการเรียนรู้ที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียนมากขึ้น หรือหลายท่านใช้คำว่า “เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียน” ทั้งนี้เรามีความเชื่อกันว่ากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพนั้น ผู้สอนต้องให้ความสำคัญกับผู้เรียนเป็นหลัก ผู้เรียนแต่ละคนย่อมมีภูมิหลังที่แตกต่างกัน เรื่อง One size fits all นั้นไม่สามารถใช้ได้ในการศึกษาสมัยใหม่ กระบวนการเรียนในลักษณะนี้ เน้น contributions จากผู้เรียนมากขึ้น ผู้เรียนต้องเป็น active learners การออกแบบการสอนต้องให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการ ต้องให้รู้สึกว่าผู้เรียนเองก็ได้มีส่วนร่วมต่อการจัดการเรียนการสอนของผู้สอนด้วย บทบาทของผู้สอนมิใช่เป็น “ผู้รู้ทุกอย่าง” ที่เดินเข้ามาในห้องเรียนเหมือนกับติดแท็งค์น้ำขนาดใหญ่ เมื่อเจอกับผู้เรียน ผู้สอนก็เปิดก๊อกน้ำจากแท็งค์เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนรองรับน้ำ ซึ่งถ้าจะเปรียบก็คือผู้เรียนมีภาชนะมารองน้ำจากแท็งค์ใหญ่ บทบาทเดิมที่อาจารย์ผู้สอนเป็นฝ่ายพูดหรือฝ่ายผู้ส่ง ถ่ายทอดวิชาความรู้จากที่สูงลงมาสู่ที่ต่ำ และบทบาทของผู้เรียนก็เป็นฝ่ายรับ คอยจดประเด็นทุกอย่างที่อาจารย์พูดออกมา ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่ค่อยกล้าถาม เพราะเกรงเพื่อนในห้องหมั่นใส้หาว่าต้องการเด่น อยากดัง ถ้าไม่เข้าใจก็เก็บความเข้าใจนั่นต่อไป หรือบางคนก็ดีหน่อย ไปปรึกษากับเพื่อนนอกห้อง หรือไปหาอาจารย์ที่ office เมื่อถึงเวลาสอบก็นำประเด็นที่จดทั้งหมดเขียนให้ผู้สอนอ่านอีกครั้ง ผู้สอนจะได้รู้ว่าผู้เรียนจำมาได้แค่ไหน บรรยากาศในห้องเรียนเสมือนมีเส้นแบ่งที่ชัดเจนมากระหว่างบทบาทของผู้สอนและผู้เรียน พื้นที่ของผู้สอนถูกจำกัดเฉพาะบริเวณด้านหน้าของห้องเท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนเป็นในลักษณะแนวดิ่ง (vertical relationships) ในบางกรณี ถ้าผู้เรียนถามเยอะ ๆ ผู้สอนอาจไม่พอใจก็เป็นได้ หาว่าอธิบายไปแล้วทำไมไม่เข้าใจสักที ทำไมคนอื่นเข้าใจกันหมด นี่คือภาพของบรรยากาศในห้องเรียนแบบดั่งเดิม

แต่ด้วยความตั้งใจในการปฏิรูปการศึกษาใหม่คือเชื่อว่าบรรยากาศที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางนั่น จะสามารถสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ได้ดีมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ อาจารย์ผู้สอนมิใช่ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง ผู้เรียนเองก็ไม่ได้เข้ามาในห้องเรียนแบบว่างเปล่า ไม่มีอะไร เหมือนกับเตรียมกะลามังเปล่าเข้ามาในห้องเพื่อรองรับน้ำจากแท็งค์ใหญ่ ผู้เรียนทุกคนมาด้วยองค์ความรู้หรือความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ในระดับหนึ่ง นั่นคือผู้เรียนมีการเตรียมตัวก่อนเข้าเรียน โดยการอ่านหนังสือ ทำแบบฝึกหัดในเรื่องที่จะเรียนในคาบนั้น ๆ เตรียมประเด็นคำถาม ข้อสงสัยต่าง ๆ จากหอพัก ขณะเดียวกันผู้สอนก็มีการเตรียมการสอนมาอย่างดี นอกจากเตรียมเนื้อหาจากหนังสือที่เป็นตำราเรียนหลักแล้ว ยังได้หาข้อมูลจากแหล่งอื่น ๆ อีก พร้อมกับประเด็นที่ต้องการให้ผู้เรียนถกปัญหา ช่วยกันคิดพิจารณา ช่วยกันหาทางออก เมื่อทั้งสองฝ่ายได้เตรียมเนื้อหาแล้ว การเข้าชั้นเรียนก็เป็นการพบกันตรงกลาง บทบาทของอาจารย์ก็ผู้อำนวยความสะดวกหรือ facilitator มากกว่าเป็น knowledge transmitter ชี้ประเด็นให้ผู้เรียนคิดต่อ สนับสนุนให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็น ฝึกการคิด ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนจะเป็นในลักษณะแบบแนวราบหรือ horizontal relationships ผู้สอนก็สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จากผู้เรียนได้ด้วยเช่นกัน เพราะผู้สอนก็ไม่ใช่เทวดาที่จะรับรู้ทุกเรื่อง ผมคิดว่าบรรยากาศการเรียนการสอนแบบนี้น่าสนใจมาก

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็น ideal ของฝ่ายผู้คิดในการนำ Learner-center Approach Teaching ที่ต้องการเห็นการเรียนสอนในบ้านเราเป็นแบบนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งทศวรรษกว่าของการปฏิรูปการศึกษา บรรยากาศของการเรียนสอนยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบเดิมเท่าไหร่มากนัก ถามว่าทำไมถึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกระบวนการสอนโดยนำรูปแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมาใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้ คิดว่าคำตอบคงมีมากมายหลายข้อ ผมเข้าใจว่าเรื่องของวัฒนธรรมไทย ก็เป็นประเด็นหลักประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมาก มีนักวิชาการหลาย ๆ ท่านพยายามให้คำอธิบายในเรื่องข้อจำกัดของวัฒนธรรมไทยต่อการกระบวนการเรียนการสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง วัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมที่เป็นแบบขั้นบันได ความเชื่อของผู้เรียนคิดว่าอาจารย์ผู้สอนคือผู้รู้ทุกอย่าง การตั้งคำถามเพื่อถามผู้สอนบางครั้งคิดว่าไม่เหมาะสม ผู้เรียนเองก็ไม่อยากแสดงตนว่าตนเองเด่นที่แปลกแยกออกไปจากกลุ่มเพื่อน วัฒนธรรมไทยเป็นแบบทำอะไรก็ทำด้วยกันหรือแบบ collectivism แม้ว่าตนเองไม่ค่อยชอบก็ตาม แต่ไม่อยากให้ตนเองไม่เหมือนเพื่อน ก็เลยอยู่กันแบบรวม ๆ คล้ายกับให้เห็นเป็น “ป่า” มากกว่าที่จะให้เห็นเป็น “ต้นไม้ทีละต้น”

เมื่อผู้เรียนและผู้สอนถูกครอบงำด้วยหลักคิดแบบนี้แล้ว การเรียนการสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลางจะสามารถเห็นเป็นรูปธรรมในห้องเรียนของสังคมไทยได้มากน้อยแค่ไหน ทุกคนต้องดูกันต่อไป

บดินทร์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s