ไม่มีใครแก่เกินเรียน (NEVER OLD TO LEARN)

วันที่ 18 ธันวาคม 2554

ไม่มีใครแก่เกินเรียน (Never Old to Learn)

ขณะที่เขียน journal ฉบับนี้ ผมนั่งที่ประตูทางออก D4 ของสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อรอขึ้นเครื่อง TG 614 ไปยังกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเครื่องจะออกจากที่นี่เวลา 10.10 น. เรื่องที่เขียนในวันนี้เป็นประเด็นที่ผมได้มีโอกาสพบกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่สนามบินหาดใหญ่ นั่งคุยกันตั้งแต่นั่งที่ Departure Lounge ด้วยกัน และพอตอนอยู่บนเครื่อง บังเอิญได้นั่งติดกันอีก  

ผู้ใหญ่ท่านนี้เป็นที่รู้จักในสังคมสื่อมุสลิมในประเทศไทยเป็นอย่างดี ผมไม่ได้รู้จักท่านเป็นการส่วนตัว แต่ที่เข้าไปทักเพราะเห็นท่านนั่งรอเครื่องอยู่คนเดียว และเห็นว่าเป็นมุสลิมด้วยกัน ที่สำคัญผมต้องการเรียนรู้แง่คิดดี ๆ จากท่านด้วย ซึ่งเป็นไปตามที่ผมคาดหวังจริง ๆ ด้วย ผมใช้เวลาคุยรวม ๆ แล้วเกือบสองชั่วโมง ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ใจดีมาก ระหว่างที่คุย ท่านได้สั่งลูกน้องให้สั่งเครื่องดื่มและของกินเล็ก ๆ น้อย ๆ กินในระหว่างที่นั่งคุยด้วยกัน

เราคุยกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะการวิเคราะห์สังคมไทยมุสลิมในภาพรวม ถ้ามีโอกาสผมจะนำเรื่องนี้มาเขียนด้วย เพราะผมได้บันทึกลงสมุดทุกประเด็นที่คุยในวันนั้น แต่ประเด็นที่ผมให้ความสนใจเป็นพิเศษที่ต้องการนำมาสื่อสารกันในวันนี้ก็คือ เรื่องประวัติส่วนตัวของท่านมากกว่า ท่านเป็นคนทำงานด้านสื่อสารมวลชนของมุสลิมด้านวิทยุ โทรทัศน์ และสื่ออื่น ๆ อีกมากมาย ผมเห็นท่านทางทีวีบ่อย ๆ แต่ไม่เคยทราบประวัติเบื้องหลังของท่านเลย ท่านบอกว่าท่านเรียนจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา 6 เมื่อตอนอายุครบ 40 ปี โดยผ่านกระบวนการเรียนแบบนอกระบบหรือ กศน. ที่กรุงเทพฯ แต่ก่อนหน้านั้น ท่านให้ความสำคัญเรื่องการศึกษามาตลอด แต่ไม่มีโอกาสเรียน เมื่อเรียนจบม. 6 แล้ว ท่านยังสมัครเรียนต่อระดับปริญญาตรี และเรียนจบปริญญาตรีภายในระยะเวลาห้าปีครึ่ง ซึ่งถือว่าเร็วแล้ว สำหรับคนที่มีธุรกิจมากมาย และอายุขนาดนี้ จากนั้นท่านยังสมัครเข้าเรียนต่อระดับปริญญาโททันทีด้านรัฐศาสตร์ และสุดท้ายก็คว้าปริญญาโทมาได้อีกหนึ่งใบ อย่าลืมว่าท่านต้องทำงานด้านสื่อสารมวลชน และบริหารมูลนิธิที่มีทรัพย์สมบัติมูลค่ากว่า 500 ล้าน  เท่านั้นยังไม่พอ ท่านเป็นคนคงแก่เรียนจริง ๆ จึงได้สมัครเรียนต่อปริญญาเอก เรียนด้านการบริหารสื่อ แม้ว่าจะเจอปัญหาและอุปสรรคมากมายในระหว่างเรียน ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับการเรียนระดับบัณฑิตศึกษา ท้ายที่สุดท่านก็เรียนปริญญาเอกจบตอนที่ท่านอายุ 65 ปี โดยใช้เวลาเรียนทั้งหมดหกปีครึ่ง

ทั้งหมดที่เล่ามาข้างต้น ผมสนใจมากในเรื่องความพยายามที่จะเรียนรู้ ที่จะขวนขวายหาความรู้ใส่ตัว โดยไม่ได้มองว่าอายุจะเป็นตัวอุปสรรคในการเรียน ท่านเป็นนักการศาสนา ท่านยังบอกผมด้วยว่าอิสลามสอนให้เราต้องมีการเรียนรู้ตลอดเวลาตั้งแต่เปล จนถึงหลุมฝังศพ “ยิ่งเรียนเท่าไหร่รู้สึกตัวเองโง่เท่านั้น” ท่านยังบอกเคล็ดลับให้ผมด้วยว่า เวลาสอนลูกต้องให้ลูกเป็นคนที่คิดเป็น ไม่ใช่ทำทุกอย่างให้เขาหมด สอนเรื่องศาสนาให้เขาเข้าใจมาก ๆ เพราะนี่คือฐานของการใช้ชีวิต ท่านสรุปให้ผมฟังว่า มีสามอย่างที่ต้องบอกให้ลูก ๆ ทำเป็นประจำคือ หนึ่งต้องไม่ขาดละหมาดวันละห้าเวลา สองต้องให้ลูกอ่านอัลกุรอ่านทุกวันอย่างน้อยวันละห้านาที สามต้องบอกให้ลูกอ่านหนังสือแบบออกเสียงบ้าง เพื่อฝึกให้เขาออกเสียงที่ถูกต้อง ตรงตามอักขระ

การพูดคุยของผมกับท่านทั้งหมด ท่านสามารถจุดประเด็นทางความคิดให้ผมได้เยอะทีเดียว การพูดคุยของผมนั้น ก็ถือว่าเป็นการเรียนรู้ได้เช่นกัน เพราะการเรียนคงไม่จำกัดเฉพาะในห้องเรียนเท่านั้น ความรู้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาถ้าเราลองเปิดใจที่จะรับ และที่สำคัญไม่มีใครแก่เรียนเรียนจริง ๆ

บันทึกที่สนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ

บดินทร์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s