ปฏิรูปการศึกษาญี่ปุ่น (จากที่ประชุมญี่ปุ่นศึกษา)

วันที่ 21 ตุลาคม 2554

 เป็นวันที่สองของการเข้าร่วมการประชุมนานาชาติภายใต้หัวข้อ “ญี่ปุ่นศึกษาและการพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่แผนกวิชาภาษาญี่ปุ่น จัดที่มอ.ภูเก็ต ประเด็นที่นำมาสรุปวันนี้คือเรื่องของการวิเคราะห์นโยบายและยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศญี่ปุ่น ระหว่างปี 2000-2010 โดยรศ.ดร.ฉันทนา จันทร์บรรจง จากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ผมให้ความสนใจหัวข้อนี้เพราะเราเห็นพัฒนาการของประเทศญี่ปุ่นในเชิงวิทยาศาสตร์และเรื่องการพัฒนากำลังคนไปได้ไกลมาก บางครั้งชาวตะวันตก ยังต้องให้ความสนใจภูมิปัญญาของชาวตะวันออกอย่างญี่ปุ่น สิ่งที่เรามองข้ามไม่ได้เลยคือการจัดวางระบบการศึกษาของประเทศญี่ปุ่น และอีกประเด็นหนึ่งที่ผมสนใจเรื่องนี้ เพราะในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนี้ ประเทศไทยก็มีการปรับเปลี่ยนระบบการจัดการศึกษาทั้งประเทศเหมือนกัน โดยประเทศไทยเริ่มใช้พรบ.ปฏิรูปการศึกษาเมื่อปี 1992 และมีการปรับเปลี่ยน และแก้ไขเรื่อยมา และขณะนี้อยู่ในช่วงทศวรรษที่สองของการปฏิรูปการศึกษาไทย หลายคนพูดว่าในรอบทศวรรษแรกของการปฏิรูปการศึกษาไทยนั้น เราแทบจะไม่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก โดยเฉพาะการพัฒนาในเชิงวิชาการของเด็กไทยและคุณธรรม จริยธรรม มากกว่านั้นคุณภาพการศึกษาลดลงเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ และเรื่องคุณธรรมจริยธรรมของเด็กในรุ่นปัจจุบันลดน้อยถอยลงไปเยอะ แต่สิ่งเราเห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุดคือ มีการปรับโครงการทางการบริหารเสียมากกว่า 

 

นับตั้งแต่ปีเริ่มศักราชปี 2000 ซึ่งโลกก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 เกือบทุกประเทศหันกลับมามองระบบการศึกษาของประเทศตนเอง รองรับการเปลี่ยนของโลกได้หรือไม่ รวมทั้งญี่ปุ่นและไทยด้วย ญี่ปุ่นได้วางกรอบเป้าหมายการศึกษาคือ การสร้างความสมบูรณ์ของบุคคลให้เป็นคนรู้คู่คุณธรรม และมีสุขภาพแข็งแรง สำหรับสังคมประชาธิปไตยที่มีสันติสุข (School Act 2006) การศึกษาภาคบังคับเป็นการศึกษาที่เป็น mass เป็นพื้นฐานของการสร้างกรอบแนวคิดของเยาชนของเด็ก แต่ระดับที่สูงขึ้นนั้น ไปเป็นในลักษณะของ elite ดังนั้นการจัดวางระบบการศึกษาภาคบังคับต้องมีนโยบายที่ชัดเจน ประเด็นที่น่าสนใจคือการศึกษานอกจากสร้างคนให้มีความรู้คู่คุณธรรมแล้ว ญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการสร้างสุขภาพ และการสร้างสันติภาพให้สังคมด้วย หากมองดูรายละเอียดในกฎหมายลูกแล้ว ยังได้กล่าวชัดเจนเรื่องการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม การมีจิตสาธารณะ และมีเรื่องของการรักชาติ ตามแบบฉบับของชาตินิยมญี่ปุ่น ซึ่งสอดคล้องกับห้าเสาหลักของ UNESCO

The five pillars of learning by UNESCO

  1. 1.      learn to know ต้องสร้างองค์ความรู้
  2. 2.      learn to do เน้นฝึกปฏิบัติจริง สร้างทักษะทางภาษา ทักษะอาชีพ
  3. 3.      learn to be การเป็นมนุษย์ที่ดี
  4. 4.      learn to live together เน้นการอยู่ร่วมกันสังคมอย่างมีสันติสุข
  5. 5.      learn to transform oneself เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองให้ดีขึ้น สามารถเข้ากันได้กับสิ่งแวดล้อม

เมื่อนำยุทธศาสตร์ของการศึกษาภาคบังคับญี่ปุ่นเน้นการสร้างเจตคติที่ดี และการลงมือปฏิบัติจริง เห็นจริง และทุก ๆ สิบปีญี่ปุ่นมีการปรับหลักสูตรทั้งประเทศพยายามให้ทันความเปลี่ยนแปลงของสังคม

อีกประเด็นหนึ่งที่ญี่ปุ่นให้ความสนใจคือการให้ความสำคัญกับการเรียนภาษาประจำชาติเพื่อเสริมกิจกรรมทางปัญญาและการสื่อสาร ขณะภาษาต่างประเทศเน้นเพื่อการสื่อสารอย่างเดียว มีรายวิชาความรู้แบบการเสิรมทัศนคติ และทักษะการฝึกลงมือปฺฏิบัติ

ผู้วิจัยได้ไปสังเกตการณ์เรียนจริงในโรงเรียนที่ญี่ปุ่นด้วย เห็นได้ว่าขณะเด็กชั้นมัธยม 2 นักเรียนมีการนำเสนอผลงานที่มีการบูรณาการจากหลายทักษะ หรือความรู้ต่าง ๆ ผู้วิจัยได้ดูงานพร้อมกับนักศึกษาปริญญาโทจากเมืองไทย ซึ่งนักศึกษาไทยเรารู้สึกอายเด็กญี่ปุ่นมากเลย

 

ดีน พีเอสยู

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s