ถอดบทเรียนมหันตภัยญี่ปุ่นและอุทกภัยเมืองไทย (จากที่ประชุมญี่ปุ่นศึกษา มอ.ภูเก็ต)

วันที่ 20 ตุลาคม 2554

 

เป็นความโชคดีของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มอ.ปัตตานี ที่มีหลากหลายในสาขาวิชา โดยเฉพาะทางภาษาต่างประเทศ ทำให้ง่ายต่อการสร้างช่องทางการเจรจราเพื่อให้  เกิดความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ที่เป็นเจ้าของภาษา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะฯ จัดประชุมด้านเกาหลีศึกษาที่กรุงเทพฯ ร่วมกับมูลนิธิเกาหลี (Korea Foundation) มาวันนี้คณะฯ ร่วมกับมูลนิธิญี่ปุ่น  (Japan Foundation) และเครือข่ายญี่ปุ่นศึกษาประเทศไทย (Japanese Studies Network-JSN) จัดการประชุมนานาชาติเรื่อง “ญี่ปุ่นศึกษากับการพัฒนาที่ยั่งยืน” (Japanese Studies and Sustainable Development) ระหว่างวันที่ 20-21 ตุลาคม 2554  ณ มอ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นการจัดประชุมด้านญี่ปุ่นศึกษาครั้งที่ 5 ที่ JSN ร่วมกับมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนภาษาญี่ปุ่นหรือญี่ปุ่นศึกษา โดยจะเวียนกันเป็นเจ้าภาพ มอ.ปัตตานี รับเป็นเจ้าภาพครั้งแรก ประธานจัดงานแจ้งว่าการจัดประชุมนานาชาติครั้งนี้มีจำนวนบทความวิจัยและบทความทางวิชาการมากที่สุดเท่าที่เคยจัดงานนี้มา คือมีจำนวน 51 ชิ้น และมีจำนวน 10 ชิ้นมาจากประเทศญี่ปุ่น ผมถือว่าการจัดงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จในการจัดงานมากทีเดียว แม้ว่าหลาย ๆ ฝ่ายเหน็ดเหนื่อยกันมาก เพราะเราทุกคนอยู่ที่ปัตตานี แต่ต้องมาจัดงานที่ภูเก็ต อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณอ.นิศากร ทองนอก ในฐานะที่เป็นประธานจัดงานในส่วนของมอ. ในครั้งนี้ ซึ่งอาจารย์ได้มีการเตรียมงานเป็นเวลาเกือบสองปี

ประเด็นที่ขอนำสรุปจากการเข้าฟังการบรรยายจากวิทยากรที่เป็น Keynote Speakers ซึ่งมีหลายท่านด้วยกัน ผมจะทยอยสรุปต่อไป สำหรับวันนี้ผมสนใจประเด็นเรื่องการถอดบทเรียนจากภัยภิบัติทางธรรมชาติของประเทศญี่ปุ่น กรณีเหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 ซึ่งเกิดเหตุการณ์ที่ช๊อคชาวโลก เมื่อเกิดแผ่นดินไหว สึนามิ และการแพร่กระจายของปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศญี่ปุ่น และเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในขณะนี้ คือ อุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการที่ธรรมชาติส่งบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ของทั้งสองเหตุการณ์ให้เรา ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผู้บรรยายเรื่องนี้คือ ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

หลายคนที่ติดตามข่าวสารต่างประเทศต่อเหตุการณ์มหันตภัยที่ญี่ปุ่นในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แม้ว่าหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับมนุษยชาติ แต่สิ่งหนึ่งที่ทั่วโลกชื่นชมสังคมญี่ปุ่นในครั้งนี้คือ ความมีวินัย การเคารพกฎกติกาของสังคมของคนญี่ปุ่น ทุกคนผู้ที่ประสบภัยภิบัติรู้จักการเข้าแถวรอรับความช่วยเหลือ การเข้าแถวซื้อหาอาหาร ซึ่งแต่ละคนก็จะซื้อเฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น การเชื่อฟังผู้นำ เป็นภาพในอุดมคติสำหรับสังคมไทย หลาย ๆ ประเทศอยากให้ภาพของประเทศญี่ปุ่นในวันนั้น เป็นภาพที่อยากเกิดขึ้นกับประเทศของตนเอง เราจะไม่ได้เห็นภาพของการแก่งแย่ง ชิงรับของบริจาค ทั้งหมดนี้มิได้เป็นแค่การสร้างภาพเพื่อให้ผ่านสื่อมวลชนบันทึกเท่านั้น แต่เป็นนิสัย หรือความเป็นปกติของคนญี่ปุ่นอยู่แล้ว ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์ชาวญี่ปุ่น 2 ท่านที่สอนอยู่ที่คณะ คือ อาจารย์ Oda Kenji และอาจารย์ Shintaro Hara ซึ่งทั้งสองท่านได้มีโอกาสกลับไปความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ญี่ปุ่นด้วย โดยทั้งสองท่านบอกผมว่า ลักษณะของเข้าแถวรอคิว การมีวินัยในตนเอง ชาวญี่ปุ่นจะได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่ชั้นอนุบาล และในทุกระดับการศึกษา และที่สำคัญมากกว่านั้น ผมคิดว่า สังคมในภาพรวมของญี่ปุ่น สามารถเป็นต้นแบบ (role model) ให้นักเรียน นักศึกษาชาวญี่ปุ่นได้ดูของจริงได้ และเรื่องนี้ได้ถูกปลูกฝังให้ชาวญี่ปุ่นทุกคนโดยอัตโนมัติ เป็นเรื่องปกติที่เขาเป็นเช่นนี้ ต่อเหตุการณ์นี้ ผมได้ฟังสกู๊ปข่าวจาก CNN ว่า หากเหตุการณ์ภัยภิบัติเช่นนี้ถ้าเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้สื่อข่าวตั้งข้อสังเกตว่าชาวอเมริกันจะมีระเบียบวินัยเหมือนกับชาวญี่ปุ่นหรือไม่ จากการที่แต่ละคนมีระเบียบวินัยเช่นนี้ ทำให้เหตุการณ์ต่าง ๆ สามารถคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และการจัดการก็ง่ายขึ้นด้วย

 

กลับมามองเหตุการณ์อุทกภัยในบ้านเราปี 2554 ซึ่งได้สร้างความเสียหายทั้งบ้านเรือน ไร่นาที่ทำกิน แม้กระทั่งนิคมอุตสาหกรรมตั้งแต่อยุธยา ปทุมธานี และกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นความหายนะที่ใหญ่หลวงเช่นเดียวกัน ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล เรียกว่า “สึนามิน้ำจืด” หลายคนเห็นความวุ่นวาย ความไม่เป็นระเบียบวินัยของสังคมไทย ทะเลาะกันเรื่องการปิดหรือเปิดพนังกั้นน้ำ เมื่อหมู่บ้านหนึ่งท่วม หมู่บ้านใกล้เคียงก็ต้องท่วมด้วยเช่นกัน ที่น่าสงสารคือเมื่อน้ำท่วมแล้ว แต่เจ้าของบ้านไม่อยากทิ้งบ้านออกไปไหน เพราะกลัวโจรจะมาขโมยสิ่งของในบ้านไป ยังมีขโมยเกิดขึ้นในเวลาแบบนี้อีก การแย่งแก่งรับสิ่งของบริจาคถึงขั้นทะเลาะกัน เมื่อไปซื้อหาอาหารตามร้านสะดวกซื้อ จะพยายามโกยซื้อโดยมิได้คิดว่าคนที่อยู่ข้างหลังจะได้ซื้อหรือไม่ ถามว่า สังคมไทยเกิดอะไรขึ้น ทำไม่ความเห็นแก่ตัวมีมากขึ้น ทำไมกระบวนการเรียนการสอนในระบบโรงเรียนไม่ได้ช่วยเหลือให้สังคมไทยมีวินัยมากขึ้นหรืออย่างไร และสังคมไทยในภาพรวม พอที่จะเป็นแบบอย่างให้นักเรียน หรือเยาวชนสามารถดูเป็นต้นแบบได้หรือไม่ ในฐานะที่ผมอยู่ในแวดวงการศึกษา ผมมองว่าการศึกษาไทยอยู่ในอาการป่วย ถึงขนาดอยู่ในห้อง “ไอซียู” ที่มีความจำเป็นต้องผ่าตัดอย่างเร่งด่วน เราเชื่อมาตลอดว่าการศึกษาสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ไปในทางบวกได้ แต่สังคมไทยดูเหมือนไม่เป็นเช่นนั้น วิชาคุณธรรมศีลธรรม จริยธรรม ไม่ปรากฏในรายวิชาพื้นฐาน เหมือนสมัยก่อน บูรณาการกับรายวิชาอื่น ๆ จนไม่เหลือตัวตนหรือเนื้อหาความเป็นศีลธรรม จริยธรรม พอที่ผู้เรียนจะได้สัมผัสอย่างจริงจัง การศึกษาไทยกำลังหลงทางหรือเปล่า ทั้ง ๆ ที่ระดับการศึกษาไทยของคนไทยขณะนี้เพิ่มมากขึ้น คนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี โท และเอกในสังคมไทยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในทางตรงกันข้าม คุณธรรม จริยธรรมของคนไทย จะเดินทางไปในทิศทางที่ตรงกันข้าม สังคมไทยังไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาเรื่องคุณธรรมจริยธรรมของสังคมไทยในภาพรวมได้

 

ดีน พีเอสยู

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s