Liberal Arts Education

วันที่ 17 ตุลาคม 2554

เมื่อตอนที่ไปเข้าเข้าร่วมประชุมเรื่อง “คุณภาพอุดมศึกษาไทยสู่สากล” จัดโดยสกอ. เมื่อวันที่ 8-9 กันยายน 2554 ณ อิมแพค เมืองทองธานี ที่ผ่าน บังเอิญได้หยิบเอกสารจากที่ประชุมอยู่เรื่องหนึ่ง ชื่อ Liberal Arts Education: ทางสู่ปัญญา ความสุข และประชาธิปไตย เขียนโดย ศ.เกียรติคุณ นพ.เทพ หิมะทองคำ ซึ่งจบการศึกษาด้วยทุนรัฐบาลจาก University of California at Berkeley, Duke University, University of Wisconsin at Madison, และ  Harvard University เพียงแค่อ่านชื่อมหาิวิทยาลัยที่อาจารย์จบมา ก็แทบไม่ต้องอธิบายเลยว่าความเก่งของอาจารย์อยู่ระดับไหน ผมว่าขั้นเทพ ก็คงไม่ผิดนัก

อาจารย์เริ่มด้วยการมองบริบทการศึกษาในเมืองไทยว่่าไปถูกทางหรือไม่ โดยมองผลผลิตของการศึกษาในปัจจุบัน ที่บัณฑิตจบจากรั้วมหาวิทยาลัยแล้วเข้าทำงานยังที่ต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าการใช้ชีวิตประจำวันของคนในสังคมมีความเครียดเพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากปัญหาหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งอาจารย์มองว่าเกิดจากผลที่สังคมไทยด้อยในเรื่องการพัฒนาปัญญาให้ชีวิตมีความสุข และปัจจัยใหญ่ในการสร้างปัญญาคือการศึกษานั่นเอง เราจะเห็นได้ว่าการศึกษาสมัยนี้มีการแ่ข่งขันสูงมาก เด็ก ๆ แทบไม่มีเวลาที่จะใช้ชีวิตตามประสาเด็ก ๆ บ้าง เพราะเวลาออกจากโรงเรียน จะอยู่ตามที่เีรียนพิเศษ สถานกวดวิชาดัง ๆ พ่อแม่ก็ต้องเร่งผลิตเงิน เพื่อส่งลุกเรียนพิเศษเยอะ ๆ หวังเพื่อให้ลูกเก่งด้านวิชาการ สอบเข้าเรียนคณะดี ๆ มหาวิทยาลัยชั้นนำ เมื่อจบออกมาแล้ว ลูกจะได้มีงาน มีหน้ามีตาในสังคม และเพื่อสร้างรายได้สูงให้ตนเอง และเข้าสู่วงจรเดิม ๆ อีก จึงไม่แปลกเลยที่สถาบันกวดวิชาเป็นธุรกิจพันล้านไปซะแล้ว สังคมก็เห็นดีเห็นงามไปกับการเรียนกวดวิชา

เศรษฐกิจไทยก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจากโครงสร้างเดิมเยอะมาก ธุรกิจเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว การส่งออกเป็นรายได้ของประเทศ การเติบโตของการบริโภคภายในประเทศเกิดขึ้นต้องอาศัยการโฆษณา คนไทยเริ่มเห็นวัตถุมีค่ามากกว่าคุณค่าด้านจิตใจมากขึ้น ขณะเดียวกันคนไทยก็ขาดวินัยและขาดปัญญาในการจับจ่ายใช้สอย และหากมองมิติทางการเมือง ก็จะพบว่ามีนัีกการเมืองที่มีการทุจริตมากขึ้น ทั้งหมดนี้คือผลผลิตของการศึกษาไทย ซึ่งเป็นสถาบันสร้างปัญญาให้แก่บุคลากรของประเทศ

การศึกษามีการตั้งเป้าหมายว่าต้องสร้างอาชีพเป็นหลัก มากกว่าให้คนรู้จัดคิด เน้นการสร้าง technician มากกว่า thinker การศึกษาในปัจจุบันเน้นว่าถ้าเรียนสายวิทย์ ก็จะเรียนแต่รายวิชาที่เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นหลัก จนลืมความมนุษย์ ที่มีความรู้สึก อารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ในทางตรงกันข้ามคนที่เรียนสายศิลป์ ก็เทความสนใจไปทางศิลป์ไปอย่างเดียว ขาดมิติทางด้านวิทยาศาสตร์ไป สรุปว่าขาดความสมดุลด้านการสร้างปัญญาที่แท้จริง

วิธีการสอนในปัจจุบันให้น้ำหนักกับการป้อนข้อมูลมากกว่าการสอนที่เน้นวิธีค้นหาข้อมูล ทำให้ผลผลิตที่ออกมาขาดความอยากรู้อยากเห็น ขาดการคิดสร้างสรรค์ เพราะไม่ได้ปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก

มีคำพูดของ John W. Gardner กล่าวว่า “Much education today is monumentally ineffective. All too often we are giving young people cut flowers when we should be teaching them to grow their own plants.”

หลักการคิดแบบ Liberal Arts Education เกิดขึ้นครั้งแรกสมัีย Socrates (469-399 BC) ที่เน้นให้ประชากรเป็นคนดี มีจริยธรรม มีความคิด มีความสามารถในการพูด การเขียน มีเหตุมีผล สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ Liberal Arts Education เน้นคือผู้เรียนให้เกิดปัญญาที่จะทำให้ผู้เรียนมีความสุข ซึ่งเป็นความสุขที่ถาวร เป็นคนที่มีจิตสาธารณะ เข้าใจว่าสังคมจะอยู่รอดได้ก็ต่อเมื่อสมาชิกในสังคมมีจิตสาธารณะ ดังนั้นมหาวิทยาลัยดัง ๆ ในสหรัฐอเมริกาได้นำปรัชญาในเรื่องนี้มาใช้ โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่เรียนแพทยศาสตร์ หันมาลงทะเบียนเรียนรายวิชาด้านศิลปะ สังคมวิทยาบ้าง และนักศึกษาที่เรียนด้านรัฐศาสตร์ ได้เรียนรายวิชาเกี่ยวกับการคำนวณบ้าง หรือชีววิทยา เป็นต้น

ลองคลิกเข้าไปในเว็ปนี้ก็น่าสนใจนะครับ http://www.thedigeratilife.com/blog/liberal-arts-education/

 

ดีน พีเอสยู

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s