แก้ปัญหานักศึกษาเรียนอ่อนคือโจทย์ข้อใหญ่สำหรับชาวมอ.ปัตตานี

เมื่อจ่อห้วข้อเรื่องการเรียนอ่อน เข้าใจว่าอาจารย์หลาย ๆ คนในมอ.ปัตตานีเรา มีประสบการณ์ตรง และได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะวิชาพี้นฐานอย่างภาษาอังกฤษ เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา และคณิตศาสตร์ ซึ่งคณะมส. รับผิดชอบหลักโดยเฉพาะรายวิชาภาษาอังกฤษ จริง ๆ แล้วไม่เพียงแต่รายวิชาข้างต้นเท่านั้น ในอีกหลาย ๆ วิชา ผมก็ได้รับเสียงบ่นจากท่านอาจารย์เหมือนกัน เช่นภาษาไทย ความรู้รอบตัวในรายวิชาสังคม                                      ถึงจะอย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เราทุกคนถือพาสพอร์ทในนามครูหรืออาจารย์ การให้ความรู้แก่ลูกศิษย์ไม่ว่าลูกศิษย์คนนั้นจะเก่ง หรือไม่เก่ง เราทุกคนต้องทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และผมเชื่อว่าอาจารย์ที่มอ.ปัตตานี เราทุกคนล้วนมีจิตวิญญานในเรื่องความเป็นครูสูงอยู่แล้ว มิเช่นนั้นเราคงไม่อยู่มาถึงทุกวันนี้แน่นอน หากเรามองในทิศทางกลับกันว่า เรารับนักศึกษาที่มีผลการเรียนในระดับต่ำ แต่เมื่อได้มาเรียนที่มอ.ปัตตานี ผ่านกระบวนการเรียนการสอนของอาจารย์ที่มีจิตวิญญานความเป็นครูสูง พยามเคี่ยวเข็ญ สอนลูกศิษย์เสมือนหนึ่งเป็นลูกแล้ว และสุดท้ายนักศึกษาจบออกไป มีความสามารถในระดับที่สังคมรับได้ ไม่ถึงว่าต้องดีเลิศ แต่สามารถเอาตัวรอดในสังคม อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ก็น่าจะสร้างความภาคภูมิใจให้อาจารย์ได้ไม่น้อย                    

ในความคิดเห็นส่วนตัวแล้ว การที่นักศึกษาเรียนอ่อนนั้น น่าจะมาหลายสาเหตุ 

1. มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่ำ  ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากเพราะสิ่งนี้ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ว่าแต่ละคนมีแรงจูงใจมากน้อยเพียงใด เราเห็นเฉพาะพฤติกรรมที่แสดงออกเท่านั้น แรงขับ (drive) จากข้างในเป็นตัวที่ผลักดันคนเราให้เดินไปข้างหน้า เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมคิดว่า ต้องมีการกระตุ้นเตือนให้นักศึกษากลุ่มให้บ่อยขึ้น หาบุคคลที่สามารถพูดจูงใจ เต็มไฟหรือแบตเตอรี่ให้นักศึกษา หาบุคคลต้นแบบเล่าให้ฟังก็เป็นอีกทางหนึ่งได้ด้วยเช่นกัน การพูดย้ำบ่อย ๆ ก่อนเข้าเนื้อหาการสอนทุกครั้ง ตอกย้ำนักศึกษาตลอดว่า “เรามาที่มอ.เพื่ออะไร” “เราต้องการอะไรให้กับชีวิต” “ใบปริญญาใบเดียวจะพาชีวิตเราไปรอดมั้ย” และอีกหลาย ๆ คำถาม น่าจะกระตุ้นให้นักศึกษาคิด ต้องพยายามปรับเปลี่ยนวิธีคิดให้ได้ก่อน เมื่อความคิดเปลี่ยน พฤติกรรมในทางบวกก็จะแสดงออกมา การทำครั้งเดียวหรือสองครั้ง อาจยังไม่พอ เหมือนกับว่านักศึกษากลุ่มนี้ แบตเตอรี่อ่อนบ่อย ๆ ดังนั้น ต้องหมั่นชาร์จ

2. ทักษะการเรียนที่ไม่ถูกต้อง ในหลายกรณีที่ผมเจอ นักศึกษาขาดทักษะในการเรียนในระดับอุดมศึกษา ขณะที่เขาเรียนในระดับมัธยมศึกษา เขาอาจเรียนแบบขาดทิศทาง และวิธีเรียนที่ไม่ถูกต้องนัก ทำให้เขาต้องเป็นคนที่เรียนอ่อน ผมเคยสอบถามนักศึกษาปีหนึ่งหลายคนว่า เมื่อไม่มีคาบเรียน นักศึกษาทำอะไร คำตอบที่ได้ส่วนใหญ่คือ กลับไปนอนที่หอพัก เมื่อมีคาบเรียนค่อยตื่น กลายเป็นว่าคาบว่าง เป็นคาบนอน และพร้อมกันนี้ก็คือ ไม่เคยเข้าหอสมุดเลย ไม่รู้จะเข้าไปทำอะไร หากเรามองกันดี ๆ แล้ว กลายเป็นว่า นักศึกษากลุ่มนี้ก็คล้ายกับนักเรียนอนุบาลที่ต้องนอนกลางวัน เพราะโดยปกติแล้วเด็กโตจะไม่นอนกลางวัน ยกเว้นวันหยุด การชี้แนะจากอาจารย์ หรือรุ่นพี่เป็นที่ละเลยกันไม่ได้ทีเดียว ที่เขาทำอย่างนั้น เขาอาจไม่ทราบก็ได้ว่า เขาต้องอ่านหนังสือ ทำการบ้าน หรือเข้าหอสมุดในช่วงคาบว่าง บางครั้งต้องอธิบายหรือชี้แนะวิธีการอ่านหนังสือที่ถูกต้อง วิธีการจัดการกับเวลาหรือ time management แม้กระทั่งทักษะชีวิต ก็ยังมีความจำเป็นต้องทำ

3. เนื้อหาการเรียนที่สูงเกินไปทำให้ นักศึกษากลุ่มนี้ไม่สามารถเอื้อมถึง จึงต้องการมีกิจกรรมติวเกิดขึ้น ซึ่งผมคิดว่ากระบวนการทั้งสองประการแรกข้างต้นต้องมาก่อน ไม่อย่างนั้น มหาวิทยาลัยจัดติว ลงทุนหลายสตางค์ แต่นักศึกษาที่เป็นกลุ่มเป้าหมายไม่เข้า หรือเข้ามาน้อย เพราะเขาไม่เห็นความสำคัญของการติว วันเสาร์อาทิตย์กลับบ้านดีกว่าเข้ามาติว เพราะความคิดในข้อแรกยังไม่ได้ถูกปรับ

บดินทร์ แวลาเตะ  (12 ตุลาคม 2554)                                                                         

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s