Gallery

การเรียนการสอนวิชาศาสนาที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งของเยอรมนี

วันที่ 5 มกราคม 2555

การเรียนการสอนวิชาศาสนาที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งของเยอรมนี

เมื่อปลายปี 2008 ผมได้รับทุนจากสถานทูตเยอรมนีประจำกรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุม European-Islamic Interdialogue conference ณ กรุงบอนน์และกรุงเบอร์ลิน สหพันธรัฐเยอรมนี การเดินทางไปครั้งนี้มีตัวแทนจากมอ.ปัตตานีได้ 2 ท่าน นอกจากผมแล้วยังมีผศ.อาริน สะอิดี ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ผมเคารพมากท่านหนึ่ง การเข้าร่วมการประชุมรายการนี้มีตัวแทนจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมากมาย รวม ๆ แล้วน่าจะประมาณ 70 คน นอกจากมีตัวแทนจากประเทศไทยแล้ว ยังมีตัวแทนจากอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย และส่วนใหญ่มาจากประเทศในทวีปแอฟริกา บางประเทศก็ไม่เคยทราบมาก่อนอยู่ส่วนใดของกาฬทวีป เมื่ออยู่ในกลุ่มจากแอฟริกาแล้ว ทำให้ผมเป็นที่มีผิวขาวอย่างเห็นได้ชัด ส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามและคริสต์ จากกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศส โดยเฉพาะจากแอฟริกาตะวันตก ส่วนใหญ่ใช้ภาษาฝรั่งเศษหรือเรียกว่า Francophone และอีกส่วนหนึ่งมาจากประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษหรือเรียกว่า Anglophone จากทริปนี้ผมได้เรียนรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับวิธีคิดและพฤติกรรมของมุสลิมและชาวคริสต์จากประเทศต่าง ๆ

การยอมรับในความแตกต่าง การอยู่ร่วมกันในสังคมที่เป็นพหุวัฒนธรรม นอกจากเวทีการพูดคุยเชิงเสวนาเกี่ยวกับสิทธิการนับถือศาสนา เสรีภาพส่วนบุคคล ซึ่งเป็นเรื่องเครียด ๆ เกือบทั้งรายการแล้ว ฝ่ายผู้จัดได้นำผู้เข้าร่วมไปชมกระบวนการเรียนการสอนวิชาศาสนาที่โรงเรียนแห่งหนึ่งชานกรุงเบอร์ลิน เมื่อเข้าไปในห้องเรียนอันดับแรกสุดที่สังเกตเห็นคือห้องเรียนมีขนาดเล็ก มีจำนวนนักเรียนน่าจะไม่เกิน 20 คน นักเรียนไม่มีชุดยูนิฟอร์มของโรงเรียนเหมือนบ้านเรา เป็นเด็กนักเรียนชั้นประถม 6 บ้านเรา การจัดวางโต๊ะเก้าอี้ไม่จัดวางเป็นแถวยาวเป็นระเบียบเหมือนที่เราเคยเห็นตามโรงเรียนบ้านเราเลย แต่จะถูกจัดออกเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อให้นักเรียนมีโอกาสทำงานร่วมกัน เน้นการทำงานเป็นกลุ่มมากกว่าเป็นรายบุคคล เมื่ออาจารย์ผู้สอนเข้าชั้นเรียน ก็มีการทักทายอย่างเป็นกันเองกับนักเรียน จากนั้นผู้สอนเริ่มเข้าเนื้อหาด้วยการอ้างถึงการบ้านที่ได้สั่งนักเรียนให้ไปอ่าน ซึ่งเป็นเรื่องคล้ายนิทานสั้น เรื่องก็มีอยู่ว่า “มีเด็ก ๆ อายุประมาณ 15-17 ปี จำนวน 5 คนได้ไปเที่ยวฉลองกันที่ผับแห่งหนึ่ง หลังจากสอบปลายภาคเสร็จ ในระหว่างนั้นก็มีการสั่งเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ด้วย หลังจากที่ดื่มกันอย่างสนุกสนานตามประสาเด็กวัยรุ่นกันแล้ว บังเอิญเกิดมีปากเสียงกับกลุ่มวัยรุ่นที่นั่งอยู่โต๊ะใกล้ ๆ กัน ด้วยความใจร้อนของอารมณ์วัยรุ่น ก็มีการลงไม้ลงมือกันตะลุมบอนกันไปพักหนึ่ง สุดท้ายก็มีการใช้อาวุธปืนยิงใส่กันด้วย ทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 1 ราย โดยมีผู้ที่ทำหน้าที่ลั่นไกปืนกระบอกมรณะนั้นเป็นเด็กวัยรุ่นอายุ 16 ปีเท่านั้น” เรื่องก็จบลงแค่นี้ จากนั้นมีโจทย์ที่ท้าทายความคิดของนักเรียนต่อไปว่า “ถ้านักเรียนเป็นศาลในการตัดสินพิพากษาคดีนี้ นักเรียนจะตัดสินว่าอย่างไร จะเอาผิดกับวัยรุ่นอายุ 16 ปีนั้นอย่างไร” ก่อนเข้าชั้นเรียนในวันนั้นนักเรียนทุกคนได้กลับไปอ่านนิยายสั้นเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับเตรียมคำตอบที่จะอภิปรายกันในห้องเรียนในวันนี้ หลังจากที่ผู้สอนสรุปเรื่องอีกครั้งหนึ่งเพื่อเป็นการทบทวนให้ผู้เรียนเข้าในตรงกัน ครูก็เปิดโอกาสให้นักเรีนยแต่ละกลุ่มอภิปรายกันภายในกลุ่มตนเองกันก่อน ต้องไม่ลืมนะครับว่าห้องเรียนนี้เป็นห้องเรียนชั้นประถมปีที่ 6 เท่านั้น จากนั้นครูก็ให้ทุกคนยกมือเพื่อให้มีการอภิปรายให้เพื่อน ๆ ในห้องได้ยินด้วย ผมแถบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยว่ามีนักเรียนประมาณครึ่งหนึ่งของห้องยกมือขอตอบพร้อม ๆ กัน จนในที่สุดครูต้องชี้ไปทีละคนว่าใครจะเป็นคนอภิปรายคนที่หนึ่ง สอง สาม ตามลำดับ ทุกคนจะไม่พูดถ้าครูไม่อนุญาตให้พูด ต่อมาถึงเรื่องประเด็นการอภิปรายของนักเรียนแต่ละคน ซึ่งทำให้หลายคนถึงกับอึ้ง เพราะมีนักเรียนบางคนพูดว่า “ถ้าผมเป็นผู้พิพากษาผมต้องลงโทษด้วยการประหารชีวิตวัยรุ่นคนนั้น เพราะการฆ่าผู้อื่นถือว่าเป็นบาปใหญ่ที่ไม่สามารถให้อภัยกันได้” นอกจากนักเรียนให้คำตอบว่าอย่างไรแล้ว ที่น่าสนใจมากคือ ทุกคนจะมีเหตุผลสนับสนุนความคิดของตนเองเสมอ คนที่สองพูดว่า “ผมจะไม่ประหารชีวิตเพราะวัยรุ่นคนนั้นมีอายุเพียง 16 ปี เขายังไม่บรรลุนิติภาวะ น่าจะให้เขาไปบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า ที่เขาลงมือยิงนั้นอาจเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น เขาไม่ได้ตั้งใจเพราะขณะนี้เขาก็ไม่มีสติด้วย อันเนื่องมาจากของฤทธิ์แอลกอฮอล์” ส่วนคนที่สามก็พูดต่อว่า “หนูคิดว่าต้องมีการลงโทษบ้าง การให้ผู้ที่ทำความผิดไปบำเพ็ญประโยชน์เท่านั้น มันเบาไป เขาก็ไม่สำนึกว่าเขาทำความผิดที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น” จากนั้นก็ผู้นักเรียนคนอื่น ๆ ลุกขึ้นมาพูดตามความรู้สึกนึกคิดของตนเอง ครูผู้สอนเปิดโอกาสให้นักเรียนมีการแสดงความคิดกันไปมาอย่างอิสระ โดยครูจะทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้ พยายามสรุปประเด็นของแต่ละคนที่ยืนพูดเท่านั้น และสุดท้ายครูก็จะทำการสรุปว่า ไม่ว่านักเรียนจะมีคิดเห็นเป็นอย่างไรก็ตาม และทุกความเห็นมีความสำคัญกันหมด ขึ้นอยู่สถานการณ์หรือเหตุผล แต่หลักการของศาสนาคริสต์แล้วระบุว่า ….ซึ่งเขาคุยกันเป็นภาษาเยอรมัน

เห็นบรรยากาศแบบนี้แล้ว รู้เลยทันทีว่านี่คือการจัดการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางจริง ๆ ได้มาเห็นของจริงว่าในระดับประถมศึกษา วิชาศาสนาก็มีวิธีสอนที่น่าสนใจได้เช่นเดียวกัน นี่เป็นห้องเรียนวิชาศาสนาคริสต์ เรานึกว่าต้องมีการเรียนแบบท่องคำภีร์ไบเบิ้ลมากกว่า นึกภาพว่าครูต้องอธิบายคำพูดของพระเยซูคริสต์ให้นักเรียนฟัง ครูผู้สอนได้ประยุกต์วิชาศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องที่แห้ง ๆ เด็กนักเรียนน่าจะให้ความสนใจน้อย แต่เมื่อได้ผนวกกับความเป็นจริงที่ผู้เรียนสัมผัสได้ บริบทที่ผู้เรียนเห็น ๆ กันอยู่ ทำให้นักเรียนสร้างความสัมพันธ์กับประเด็นของศาสนาได้อย่างลงตัว และเข้าใจประเด็นได้มากขึ้น

จะสังเกตเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้จะเกิดขึ้นทันทีทันใดในห้องเรียนเรียนบ้านเรา อันเนื่องมากจากพื้นฐานทางวัฒนธรรมของไทยเราแตกต่างกัน ชาวตะวันตกมีพัฒนาการด้านวัฒนธรรมที่เป็นปัจเจกหรือ individualist มายาวนานแล้ว แต่วัฒนธรรมของไทยเราเป็นแบบ collectivist หรือแบบทำอะไรก็ทำด้วยกัน แต่มิได้หมายความว่าเราจะทำไม่ได้เลยทีเดียว

บดินทร์ 

About these ads

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s